ชุนเยี่ยนพุ่งเข้ามาหลบอยู่ข้างหลังฉัน
คนขี่รถสองคนก็ผงะ จอดรถคร่อมคาไว้ แล้วจ้องฉันตาเขม็ง
ฉันใช้ขวดเหล้าชี้หน้า “คืนกระเป๋ามา!”
คนขี่สองคนไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงจากรถพร้อมกัน แล้วดึงท่อเหล็กออกจากที่เก็บท้ายมอเตอร์ไซค์
ฉันก็ไม่กลัว ถอยหลังหนึ่งก้าว ตั้งท่าเตรียมรับมือ
“หนุ่มน้อย อย่าตีกันนะ!”
ป้าอ้วนโบกตะหลิววิ่งมา พลางตะโกนใส่คนขี่ทั้งสอง “อย่าตีกัน เขาเป็นน้องชายของจิ้งจอกน้อย อย่าตีกัน ตีกันเรื่องมันจะใหญ่หลวงนะ!”
จิ้งจอกน้อย?
คงหมายถึงหูเสี่ยวลี่สินะ ที่แท้เธอมีฉายาว่าจิ้งจอกน้อย
คนขี่สองคนได้ยินก็ขมวดคิ้ว มองหน้ากันเหมือนกำลังลังเล
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็รู้จักชื่อเสียงของหูเสี่ยวลี่
“เฮ้ย——!”
ตึก 26 ฝั่งตรงข้ามถนน หน้าต่างชั้นสามเปิดออก
หูเสี่ยวลี่โผล่ออกมาครึ่งตัว ใบหน้าเผยออก ตะโกนโบกมือใส่คนขี่ “นั่นน้องชายฉัน ให้เกียรติหน่อยนะ อย่าใช้กำลัง!”
ที่แท้พี่หลีก็อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามนี่เอง!
คนขี่หันกลับมา เห็นพี่หลี ก็โบกมือตอบ แล้วถอยกลับไป
“เอานี่!”
หลังขึ้นรถ คนขี่โยนกระเป๋าสะพายของชุนเยี่ยนทิ้งไว้ แล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ขับจากไปอย่างไม่หันกลับมา
ชุนเยี่ยนพุ่งไปหยิบกระเป๋ามากอดไว้ ทรุดลงร้องไห้สะอึกสะอื้น
ป้าอ้วนถอนใจโล่งอก โบกมือให้พี่หลีที่อยู่บนตึก “ไม่เป็นไรแล้วพี่หลี ไม่เป็นไรแล้ว!”
พี่หลีไม่สนใจป้าอ้วน ไม่สนใจฉันด้วย อีกเดี๋ยวร่างก็ผลุบหายกลับเข้าไป
ป้าอ้วนมองฉัน ส่ายหน้าน้อยๆ “เรื่องแบบนี้มีบ่อยแหละ คราวหลังอย่าเสือกเรื่องคนอื่น... ดีนะที่นายเป็นน้องชายจิ้งจอกน้อย...”
แล้วก็ดึงชุนเยี่ยน “มานี่ มาพักเอาหายใจในร้านเถอะ”
ฉันมองดูหน้าต่างที่พี่หลีอยู่ แล้วถอยกลับมานั่งกินต่อในร้านผัดหมี่
“ท่านพี่ ขอบคุณนะ...”
ชุนเยี่ยนกอดกระเป๋ายืนข้างฉัน ยังคงสะอื้นอยู่
“ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ดื่มน้ำซะ”
ป้าอ้วนยกน้ำมาให้ วางบนโต๊ะ ลูบหัวชุนเยี่ยน “คราวหลังระวังหน่อย เวลาออกไปข้างนอกให้มีผู้ชายไปด้วย ถ้าเป็นกลางคืนจะยิ่งยุ่งเหยิงกว่านี้อีก...”
ชุนเยี่ยนเช็ดน้ำตา พยักหน้าหงึกๆ
ป้าอ้วนถามต่อ “ถือกระเป๋ามา จะไปไหน?”
ชุนเยี่ยนลังเลครู่หนึ่ง “รองเท้าหลายคู่ขาดแล้ว ในตลาดข้างหน้ามีร้านซ่อมรองเท้า พ่อให้หนูเอารองเท้าไปซ่อม...”
ป้าอ้วนรับกระเป๋าชุนเยี่ยนมาเปิดดู
ข้างในมีรองเท้าขาดสองคู่ แต่ซักสะอาดหมดจด
“เฮ้อ รองเท้าขาดแค่นี้เอง ยังต้องถือกระเป๋ามาอีก ไม่รู้ความเลย”
ป้าอ้วนส่ายหน้า เทรองเท้าออกมา “ถือรองเท้าไปซ่อมเลย ฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ ก็ไม่มีใครแย่งแล้วไง!”
ชุนเยี่ยนคิดตาม โยนกระเป๋าให้ป้าอ้วน แล้วถือรองเท้าเดินจากไป
ฉันก็อิ่มแล้ว เลื่อนชามออกจะจ่ายเงิน
“หนุ่มน้อย ไม่ต้องจ่ายหรอก มื้อนี้ฉันเลี้ยง”
ป้าอ้วนยืนกรานไม่รับเงิน แล้วถามยิ้มๆ “นายชื่ออะไรน่ะ?”
“แซ่หวัง หวังเหยาจู่ เรียกเสี่ยวหวังก็ได้ครับ”
ฉันถูกชะตากับป้าอ้วนก็เลยบอกชื่อไปตรงๆ
กลับมาที่ห้อง 302 ของพี่หลี ก็จัดการสมุดบัญชีห้องเช่าต่อ
หาสมุดเล่มใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ คัดลอกใหม่อีกที ดูสะอาดตาเรียบร้อยขึ้นเยอะ
ตอนพลบค่ำ พี่หลีกลับมา
ตัวมีกลิ่นเหล้า ดูอิดโรยเล็กน้อย ดูเกียจคร้านเนิบนาบ
“พี่หลี กลับมาแล้วหรือครับ?” ฉันลุกขึ้นทัก
เพี๊ยะ!
จู่ๆ พี่หลีก็อัดฉาดเข้าที่หน้าฉันหนึ่งที
ฉันงงไปเลย
“หวังเหยาจู่ วันนี้เรื่องมอเตอร์ไซค์แย่งกระเป๋า นายเสือกเข้าไปทำไม? อยากตายหรือไง?”
พี่หลีเต็มไปด้วยโทสะ ยกมือขึ้นจะฟาดซ้ำอีก
ฉันโดนตบไปแล้วหนึ่งที ก็เดือดขึ้นมาเหมือนกัน ไม่ทันคิด ยกแขนปัดป้อง แล้วผลักตรงๆ ไปที่ไหล่ซ้ายของพี่หลี
ตึง ตึง ตึง...
พี่หลีถอยหลังรัวสองก้าว กระเด็นหงายหลังลงไปนั่งจุกบนโซฟา
“ไอ้สารเลว มึง มึงตบกู?”
พี่หลีอึ้ง ขอบตาเริ่มแดงเรื่อ
“คุณตบผมก่อนนะ” ฉันนวดหน้าตัวเอง
“คุณเป็นพี่สาวของหูเสี่ยวกัง ผมก็ถือว่าคุณเป็นพี่สาวเหมือนกัน แต่ว่า คุณจะตบหน้าผมไม่ได้ ผมเป็นลูกผู้ชาย!”
พูดจบ ฉันหันหลังเดินกลับไปที่ห้องนอนเล็ก เตรียมเก็บกระเป๋า
ลูกผู้ชายใต้เข่ามีทองคำ แม้แต่บนใบหน้าก็มี
มึงตบหน้ากู กูไม่เอาด้วยล่ะ!
“เหยาจู่ นายจะทำอะไร?”
ครู่ต่อมา พี่หลีตามเข้ามา
“เก็บของ กลับบ้าน” ฉันตอบเสียงเย็น
“เหยาจู่ ฉันผิดเอง...”
พี่หลีก้าวเข้ามา กระชากแขนฉันไว้ ดวงตาปริ่มน้ำตา “นายกับเสี่ยวกังเป็นพี่น้องกัน ก็เหมือนน้องชายแท้ๆ ของฉัน เมื่อกี๊... ฉันไม่น่าตบนายก็จริง แต่มันก็... หวังดีกับนายนะ”
ฉันยืนนิ่ง ไม่พูดอะไร
ที่จริงฉันไม่มีที่ไป ในตัวก็ไม่มีเงิน ค่ารถกลับบ้านก็ยังไม่มี!
“เหยาจู่ อย่าโกรธเลย อยู่ช่วยฉันเถอะ ฉันจะไม่เอาเปรียบนายแน่ ถ้านายกลับไปตอนนี้ ฉันจะเอาหน้าไปบอกพ่อแม่นายได้ยังไง?”
พี่หลีเขย่าแขนฉัน “ฉันสัญญา จะไม่มีครั้งหน้า”
แขนฉันแนบอยู่ในอ้อมกอดของพี่หลี ตามแรงเขย่า สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากอกเธอ ใจเลยอ่อนยวบ
“ตกลง จะไม่มีครั้งหน้า”
ฉันดึงแขนออกมา อยากจะอธิบายเรื่องตอนเที่ยงสักหน่อย แต่ก็กลั้นเอาไว้
ยังไงก็เรื่องเสือกของฉันเอง ไม่มีอะไรต้องอธิบาย
พี่หลีจูงฉันมาที่ห้องนั่งเล่น กดให้นั่งบนโซฟา แล้วรินน้ำชาให้แก้วหนึ่ง
“เฮ้อ ก็ฉันผิดเอง ไม่ได้บอกนายให้ชัดเจน”
พี่หลีนั่งลงข้างฉัน เอียงตัวมองมา “ที่นี่มันยุ่งเหยิงมาก พวกแก็งค์มอเตอร์ไซค์ก็เยอะ ตีกันล้างแค้นก็เยอะ นายถึงจะหวังดี แต่มาเสือกเรื่องคนอื่นที่นี่ โดนฟันตายง่ายๆ เลย”
ฉันกระตุกมุมปาก ยิ้มจางๆ
พี่หลีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ “วันนี้ถ้าตีกันจริง นายจะสู้พวกหนุ่มมอเตอร์ไซค์สองคนนั่นได้ไหม?”
ฉันเงียบไปอึดใจ “ถ้าฆ่าคนแล้วไม่ผิดกฎหมาย ผมก็ฆ่าพวกมันได้”
“จริงหรือเปล่า นายแน่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
พี่หลียิ้มออก จับมือฉัน “ฟังเสี่ยวกังบอกว่า นายตีเก่งมาตั้งแต่เด็ก นี่ฝึกวิทยายุทธ์มาหรือเปล่า เรียนกับใคร?”
ฉันกลับอายที่จะคุยโม้ ก็ตะกุกตะกัก “ผมก็ไม่มีอาจารย์หรอกครับ ก็แค่... อาศัยตำราโบราณเล่มหนึ่ง ลองฝึกเปะปะมาสองสามท่า”
ที่จริงฉันเคยฝึกจริงๆ อาจารย์คือยายของฉันเอง
ตอนอยู่ป.สาม ฉันกับหูเสี่ยวกังเดินกลับบ้านด้วยกัน โดนเด็กหมู่บ้านใกล้เคียงหลายคนซ้อมจนหน้าบวมตาช้ำ หัวร้างข้างแตก
ยายฉันโกระจัด หยิบตำราออกมาเล่มหนึ่ง สอนฉันฝึกวรยุทธ์ด้วยตัวเอง
ฉันเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่า ยายมีวรยุทธ์!
หนังสือชื่อว่า “บันทึกย่อสายสืบแห่งจูกัดซานจวิน” หรือก็คือคู่มือการฝึกของหน่วยสอดแนมและหน่วยรบพิเศษในสมัยโบราณนั่นเอง ข้างในมีกระบวนท่าสังหารอยู่มากมาย
ฉันใจร้อนอยากแก้แค้น แล้วยังฝันจะเป็นยอดยุทธ์รุ่นใหญ่ ก็เลยฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งเป็นพิเศษ
ครึ่งปีต่อมา หนึ่งในทักษะนั้น ก็สำเร็จขั้นต้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ทักษะนั้น เรียกว่า เตะดีดก้อนหิน
ใช้เท้าซ้ายเกี่ยวก้อนหินเล็กๆ มาวางไว้บนปลายเท้าขวา แล้วเตะออกไปโจมตีศัตรู ได้ยินว่าหากฝึกถึงขั้นสุดยอด สามารถยิงนกพิราบ นกเขา และนกอินทรีบนฟ้าตกลงมาได้
เพราะแรงจากขาและเท้ามีมาก ขว้างด้วยมือเปล่าไม่เทียบชั้น ทั้งระยะยิงไกลกว่า อำนาจทำลายล้างสูงกว่า
แถมวิธีการโจมตีแบบนี้ยังแนบเนียน คู่ต่อสู้ไม่มีทางรู้ตัวเลย กว่าจะรู้ตัว หน้าก็เละเป็นโจ๊กไปแล้ว
หลังจากที่วิชาไม้ตายเตะดีดก้อนหินของฉันสำเร็จขั้นต้น เด็กแสบหมู่บ้านใกล้เคียงก็มาหาเรื่องฉันกับหูเสี่ยวกังอีก
ฉันใช้วิชาลับจัดการให้หมอนั่นหัวแตกเลือดอาบกลางถนนถึงสองคน
พ่อฉันฟาดฉันเสียหนังแตก แล้วยังขายหมูอ้วนพีอีกสองตัวไปจ่ายค่าชดเชยถึงได้จบเรื่อง
แต่ยายฉันกลับให้รางวัลเป็นเงินห้าหยวน กำชับว่า “อย่าฟังพ่อแก ถ้ามีใครมารังแกแก ก็จัดการให้มันแบบนี้แหละ อย่าให้ตายก็พอ”
ตอนฉันขึ้นม.ต้น ยายก็สอนเคล็ดกระบี่เจ็ดดาวให้อีกชุด
ฉันฝึกหนักสามปี จนได้ประมาณเจ็ดแปดส่วน
ยายบอกฉันว่า กระบี่ชุดนี้ไม่มีใครในโลกเคยเห็น
คนที่เคยเห็น ล้วนตายอยู่ใต้คมกระบี่เจ็ดดาวแล้ว
แต่ตลอดมาฉันฝึกวรยุทธ์แบบลับๆ คนอื่นไม่รู้ ยายก็ห้ามไม่ให้ฉันบอกใคร
แม้แต่หูเสี่ยวกังก็รู้แค่ว่าฉันตีเก่ง แต่ไม่รู้เลยว่าฉันผ่านการฝึกจริงๆ
พี่หลีกำลังจะซักเรื่องฝึกวรยุทธ์ของฉันต่อ แต่โทรศัพท์กลับดังขึ้นมา
ฉันขอตัวหลบไป
พี่หลีรับโทรศัพท์เสร็จก็บอกฉัน “เหยาจู่ ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อย เราออกไปกินข้าวเย็นข้างนอกกัน จะแนะนำเพื่อนให้รู้จักคนหนึ่ง”
แนะนำเพื่อน?
ฉันนึกถึงปัวปัวที่ทำท่าบ้าบิ่นนั่นแล้วก็กลัวนิดๆ ก็เลยถามว่า “พี่หลี เพื่อนที่พี่จะแนะนำนี่ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?”