บทที่ 5 ลงมือ
“เฮ้อ... คุณน้อง ตั้งใจฟังให้ดีนะ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง น้องชายของคุณเป็นโรคทางพันธุกรรมที่แฝงตัวมานาน ไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน ตอนนี้อาการกำเริบกะทันหัน หัวใจ... หยุดเต้นแล้ว ถ้าผ่าตัดตอนนี้ยังพอมีหวัง แต่ตอนนี้...”
เฉินเป่ยซานพูดพลางส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง แม้จะไม่ได้กล่าวออกมาตรง ๆ แต่ความหมายก็ชัดเจนว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่มีทางรอดแล้ว
“ไม่... ท่านเฉิน ท่านหลอกฉันใช่ไหม น้องชายของฉันจะจากไปเฉียบพลันได้ยังไง อึก... ผ่าตัด ใช่แล้ว ท่านเฉิน สนามบินก็มีห้องพยาบาล เราไปผ่าตัดที่นั่นเลยได้ไหมคะ”
“ไม่มีประโยชน์หรอก น้องชายของคุณไม่สามารถทนขึ้นเตียงผ่าตัดได้แล้ว ยิ่งสภาพแบบนี้ ต่อให้ขึ้นเตียงก็หมดหนทางฟื้นคืนชีพ คุณน้อง ยอมรับความจริงเถอะ เฮ้อ...”
เฉินเป่ยซานตบไหล่หญิงงามเบา ๆ เพื่อปลอบขวัญ พร้อมส่ายหน้ายืนขึ้น
“ไม่... เสี่ยวหาว เธออย่าทิ้งพี่ไปนะ พี่เหลือเธอเป็นญาติคนเดียวแล้ว พี่จะอยู่ยังไง... อึก...”
หญิงงามกอดน้องชายอย่างสิ้นหวัง ร่ำไห้สุดหักโหม ผู้คนที่มุงดูพากันสะเทือนใจ หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาแห่งความเวทนาไว้ไม่อยู่
“สงสารเหลือเกิน ไม่มีทางช่วยน้องชายของเธอได้จริง ๆ หรือ”
“ขนาดยอดหมอแห่งชาติอย่างท่านเฉินยังว่าไร้หนทาง แล้วจะยังไงอีก สาวงามคนนี้ได้แต่จำใจยอมรับความจริงเท่านั้น”
“น่าสงสารเหลือเกิน เด็กชายคนนี้เพิ่งสามสี่ขวบเอง กลับต้องจากไปแบบนี้ สวรรค์ช่างใจร้ายกับเธอเหลือเกิน”
“ใช่ ชีวิตน้อย ๆ ดับลงต่อหน้าต่อตา ไม่มีใครคาดเดาได้เลย”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคน เสียงหนึ่งเปี่ยมเสน่ห์ดังขึ้นขัดจังหวะ
“น้องชายของคุณ ผมช่วยได้...”
สิ้นเสียงนั้น สถานที่กลับเงียบงันอีกครั้ง ทุกสายตามองตามต้นเสียง รวมถึงหญิงงามผู้กำลังโศกเศร้า ก็พลันหยุดชะงักน้ำตา ดวงตาอันชุ่มฉ่ำหันไปมองยังต้นตอของเสียง
หนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตขาวเก่าซีด ดูโบราณ สะพายเป้เก่า ๆ ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายตาคนทั้งปวง
แม้แต่งกายเรียบง่าย แต่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแฝงความอ่อนเยาว์กลับทำให้ผู้คนต้องสะดุดตา
“พ่อหนุ่ม เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
เฉินเป่ยซานเห็นว่าคนที่มาคือเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันแตกพาน คิดว่าตนเองคงฟังผิดไป
“ผมบอกว่า... เด็กคนนี้ ผมช่วยได้...”
ใช่แล้ว ผู้ที่มาคือซู่มู่เฉิน ก่อนที่เฉินเป่ยซานจะจับชีพจรเด็กน้อย เขาก็แทรกตัวเข้ามาในกลุ่มคนมุงดูแล้ว
เดิมทีฟังคนรอบข้างยกย่องยอดหมอแห่งชาติผู้นี้ คิดว่าเฉินเป่ยซานจะช่วยเด็กน้อยได้ ซู่มู่เฉินจึงไม่คิดจะลงมือ
แต่ใครจะรู้ว่าเฉินเป่ยซานที่ทุกคนเชิดชูกลับจนด้วยเกล้า หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าต่อไป เด็กน้อยคนนี้คงสิ้นลมแน่
‘ช่วยชีวิตคนหนึ่งดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น’ ถึงซู่มู่เฉินจะไม่ใช่เซียน แต่ในฐานะคนปกติที่มีจิตใจเปี่ยมเมตตา ไม่อาจทนเห็นชีวิตน้อย ๆ ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาได้
ที่สำคัญ ซู่มู่เฉินทนไม่ได้ที่หญิงงามเช่นนี้เอาแต่ร่ำไห้หนักหนา เสียงร่ำไห้ของเธอดั่งคมมีดกรีดลงกลางอกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
เพื่อไม่ให้หญิงงามต้องทุกข์ใจอีก และเพื่อชีวิตน้อย ๆ จะได้ไม่ดับสูญ ซู่มู่เฉินจึงลงมือในที่สุด
“พ่อหนุ่มนี่พูดอะไรนะ เขาบอกว่าช่วยเด็กคนนี้ได้ สมองเขาไม่ปกติรึเปล่า”
“เฮอะ คงสมองเพี้ยนถึงพูดออกมาแบบนี้ หรือแค่อยากทำตัวเด่นต่อหน้าสาวงาม ให้เธอจำเขาได้”
“ใช่แล้ว ขนาดท่านเฉินยังว่าไร้หนทาง เด็กหน้าไหนยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกล้าพูดอวดดีต่อหน้าท่านเฉิน ไม่กลัวท่านโกรธหรือ”
“คงเป็นคนบ้าหนีมาจากโรงพยาบาลจิตเวช”
เสียงวิจารณ์แคลงใจของคนมากมายดังเข้าหูซู่มู่เฉินทุกถ้อยคำ เขาได้แต่ยิ้มขื่นขมวด ในเมื่อตนเองยังเด็กเกินไป หากสลับมุมมอง เขาก็คงไม่เชื่อเช่นกัน
“พ่อหนุ่ม อย่าพูดจาโอ้อวด เด็กคนนี้หัวใจหยุดเต้นแล้ว ขนาดข้าเองยังจนปัญญา ไยเจ้าจึงอาจหาญถึงเพียงนี้ คนหนุ่มชอบเด่นดังเป็นธรรมดา ทว่าการทำเด่นบางอย่างต้องรับผลตามมา”
เฉินเป่ยซานเองก็ไม่พอใจคำพูดของซู่มู่เฉิน เพราะเขาเป็นหมอมากว่าสิบปี แถมยังได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์แพทย์ชื่อดังแห่งชาติ ยอดหมอแห่งชาติที่วินิจฉัยแล้วว่าเด็กคนนี้ไม่รอด ไม่เชื่อว่าจะมีใครช่วยได้ ยิ่งกว่านั้นคือคนที่พูดโอ้อวดเป็นเพียงเด็กหนุ่ม
“ท่านเฒ่า ท่านช่วยไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะช่วยไม่ได้ ใจของหมอย่อมรักเหมือนบุตร ยังไงกัน ในฐานะหมอชื่อดัง ท่านจะยืนมองชีวิตหนึ่งดับสูญไปต่อหน้าต่อตาหรือ ในเมื่อท่านหมดหนทาง ก็ให้ผมลองดู”
“เจ้า...”
เฉินเป่ยซานถูกซู่มู่เฉินกล่าวจนอึ้งอัก แม้อยากจะโต้เถียงกลับ แต่ก็หาคำกล่าวไม่ได้
ซู่มู่เฉินพูดถูก เมื่อเฉินเป่ยซานจนด้วยเกล้าแล้ว จะให้คนอื่นลองดูไม่ได้กระนั้นหรือ ลองรักษาทั้งที่หมดหวัง เผื่อหนุ่มคนนี้จะมีวิชาแฝงอยู่
“ดี พ่อหนุ่ม ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ใช่แค่ลมปาก หากไม่มีวิชาจริง ข้าคงต้องขออภัยที่ไม่ไว้หน้าเจ้า เอาเลย...”
เฉินเป่ยซานพูดแล้วถอยออกมา ยืนอยู่ข้าง ๆ เฝ้าดูว่าซู่มู่เฉินจะชุบชีวิตคนต่อหน้าเขาได้อย่างไร
“คุณคะ คุณช่วยน้องฉันได้จริง ๆ หรือ”
ซู่มู่เฉินเพิ่งทรุดกายลง หญิงงามก็ร้อนใจคว้ามือเขาไว้ แววตาเต็มไปด้วยคำวิงวอน
ทันทีที่สบตาหญิงงาม ซู่มู่เฉินถึงกับต้องนิ่งงันไปสองวิ ก็นับว่ากำลังใจเขาหนักแน่นมั่นคงสุดจะเปรียบ ทว่าซู่มู่เฉินก็ยังเป็นหนุ่มโสด การใกล้ชิดกับสาวงามอย่างไรก็กระทบใจอยู่บ้าง
แต่ซู่มู่เฉินก็ตั้งสติได้ไว เขาตบมือเธอเบา ๆ ส่งสายตามั่นใจให้
“คุณน้อง วางใจเถอะ ผมบอกว่าช่วยได้ ก็ต้องช่วยน้องชายคุณให้รอดแน่ เอาล่ะ ถอยออกไปก่อน อย่าขัดขวางผมช่วยน้องชายคุณ”
“อ้อ... ได้...”
ไม่รู้ทำไม หญิงงามรู้สึกว่า หนุ่มหล่อคนนี้ทุกอากัปกิริยาล้วนนำความสงบมั่นคงมาให้ ดูเหมือนเขาอยู่ด้วย ตนเองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้องชาย จึงยอมถอยออกมาแต่โดยดี
เมื่อหญิงงามถอยออกมาแล้ว ซู่มู่เฉินก็ไม่รอช้า ปลดเป้ลง หยิบขวดหยกออกมา เปิดแล้วรินยาเม็ดดำสนิทออกมา
“นี่อะไร... หรือว่าเป็นยาโอสถ”
“ยาโอสถ นายอ่านนิยายมากไปแล้ว ยาอะไรไม่รู้จักแค่นี้ ระวังเถอะ จะทำให้คนตายจริง ๆ”
“ไปให้พ้น เด็กนี่สิ้นลมไปแล้ว จะตายได้ยังไงอีก แต่เจ้านี่คงไม่คิดว่าใช้เม็ดยาสีดำแค่นี้จะชุบชีวิตคนได้จริงกระมัง”
“พอแล้ว อย่าเอาแต่พูดกันอยู่เลย เงียบดูก็พอ”
ฝูงชนที่กำลังเย้ยหยันซู่มู่เฉินพลันเงียบงันลงทันที เมื่อเฉินเป่ยซานโบกมือ
ซู่มู่เฉินไม่สนใจเสียงเย้ยหยัน เขาพยุงเด็กน้อยให้ลุกนั่ง จากนั้นใช้มือแงะปากเด็กน้อย สอดยาเม็ดเข้าไป
แล้วใช้มือแตะที่ลำคอของเด็ก หมุนเวียนพลังภายในในตัวสู่มือ นำพายาเม็ดให้เลื่อนลงคอ กระทั่งยามาถึงกลางอกจึงปล่อยมือ แล้ววางเด็กลงนอนราบตามเดิม
“แค่นี้เอง ไม่เห็นเด็กจะเปลี่ยนแปลงเลย”
“ชิ ฉันนึกว่าเจ้าหมอนี่จะมีวิชาจริง ที่แท้ก็แค่แสร้งหลอกคน”
ต่อการกระทำของซู่มู่เฉิน เสียงเย้ยหยันจากกลุ่มคนมุงดูดังขึ้นอีกระลอก
“คุณคะ น้องชายฉันเขา...”
หญิงงามเตรียมเข้าไปถาม แต่ถูกซู่มู่เฉินยกมือขึ้นห้าม
“อย่าเพิ่งรีบ ยังไม่เสร็จ...”