กระเทียมถูกเตะกระเด็นไปชนกำแพงทันที
พวกนักเลงที่เหลือเห็นอย่างนั้นก็หันกลับมา เตรียมจะลงมือ แต่กลับเห็นปืนคาบศิลาจ่ออยู่ตรงหน้า
“ลู่ชวน แกจะทำอะไร! เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ นี่มันเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว!”
กระเทียมแยกเขี้ยวพลางกุมเอวยืนขึ้น
พอเห็นปืนคาบศิลาในมือลู่ชวนก็สะดุ้งโหยง ไม่คิดเลยว่าลู่ชวนที่เมื่อก่อนอ่อนแอปวกเปียก ตอนนี้จะกล้าเอาปืนมาจ่อหน้าพวกเขา
“เงินเหรอ ฉันคืนให้เดี๋ยวนี้แหละ”
ลู่ชวนไม่เสียเวลาพูดกับกระเทียม เขาควักธนบัตรปึกหนึ่งออกมา
เงิน 30 หยวนที่ได้จากการขายโสมป่ากะว่าจะเอาไปใช้คืนพรุ่งนี้อยู่แล้ว แต่พวกนั้นดันมาหาถึงบ้านก่อน
“เงินต้น 10 หยวน นับให้ชัด ๆ”
กระเทียมมองเงินปึกนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ราวกับเห็นผี
ลู่ชวนไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหน?
ลู่ชวนขึ้นชื่อว่าเป็นยาจก พวกเขาถึงได้ให้ยืมเงินโดยหวังจะเอาเด็กกับผู้หญิงไปขาย แถมยังหาคนซื้อไว้ล่วงหน้าแล้วด้วย ถ้าพาตัวคนไปให้ไม่ได้ ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวกับคนซื้อ
กระเทียมมองเงินที่อยู่บนพื้น สีหน้าก็เริ่มบูดบึ้ง
“เก็บเงินขึ้นมา”
ลู่ชวนยกปืนเล็งกระเทียมแล้วพูดเสียงเย็น “ฉันบอกให้เก็บเงินขึ้นมา! ได้ยินไหม!”
กระเทียมมองลู่ชวน กัดฟันแน่น ก่อนจะก้มลงเก็บเงินในที่สุด
“ได้ ลู่ชวน ถือว่าแกแน่จริง พวกเราไป!”
หลังเก็บเงินขึ้นมา กระเทียมก็ทำท่าจะเดินจากไป เพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าลู่ชวนจะหาปืนมาได้
“ฉันอนุญาตให้พวกแกไปแล้วเหรอ? ดึกดื่นยังมารังควานครอบครัวฉันถึงบ้าน?”
“แล้วแกจะ...”
“ปัง!”
กระเทียมได้ยินดังนั้น กำลังจะหันกลับไปยกพวกหนุนหลังมาอ้าง แต่เสียงปืนก็ดังขึ้นเสียก่อน
ลู่ชวนยิงแล้ว!
“อ๊าก!”
กระเทียมถูกยิงเข้าที่ขาซ้ายตรง ๆ ปืนคาบศิลายิงระยะใกล้มีอานุภาพไม่น้อย เขาทรุดลงคุกเข่าทันที
ลูกน้องสองสามคนที่อยู่ข้าง ๆ ต่างนิ่งอึ้ง ไม่คิดเลยว่าไอ้ขี้ขลาดอย่างลู่ชวนจะกล้ายิงจริง ๆ
“จำไว้ ถ้าคราวหน้ายังกล้ามารังควานครอบครัวฉันอีก นัดหน้าจะไม่เล็งแค่ขาแก ไสหัวไป!”
กระเทียมกับพวกไม่กล้าพูดมากอีก ลูกน้องสองสามคนช่วยกันหามเขา ก่อนจะพากันคลานหนีออกจากลานบ้านไป
จนออกมาพ้นลานบ้าน กระเทียมที่ร้องโอดโอยถึงกล้าตะโกนขู่ “ลู่ชวน! แกจบเห่แน่! คอยดูเถอะ!”
ลู่ชวนไม่สนใจคำขู่ของกระเทียม เขาหันกลับไปมองฝู่เสวี่ยหรง จ้าวหว่านถัง และลูกสาวของตัวเอง
เห็นได้ชัดว่าพวกเธอตกใจจนหน้าซีดกันหมด
“ไม่เป็นไรแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไปฉันจะปกป้องพวกเธอ จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
ลู่ชวนเดินเข้าไปกอดผู้หญิงทั้งสามคน
อิงอิงซุกเข้ากับอกของลู่ชวน แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น
จ้าวหว่านถังเดินเข้ามา สีหน้ากังวลเล็กน้อย “นายใจร้อนเกินไปแล้ว ยิงคนของพวกนั้นแบบนี้ พวกเขาไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่!”
“ไม่เป็นไร ถ้าพวกมันยังกล้ามาอีก ฉันก็ยิงอีก ตอนนี้ดึกแล้ว รีบพักผ่อนกันเถอะ”
ลู่ชวนพูดอย่างมั่นใจ มีปืนอยู่ในมือ เขาไม่กลัวใครทั้งนั้น
เมื่อเห็นแบบนั้น ผู้หญิงทั้งสองก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่พาเด็กเข้าไปพักผ่อนในบ้าน
หลังเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ ลู่ชวนก็หมดอารมณ์จะทำอย่างอื่น เขากลับห้องไปพักทันที
วันรุ่งขึ้น ก่อนฟ้าสาง
เขาสวมเสื้อผ้า เตรียมกับดักและปืนคาบศิลาไว้พร้อม ตั้งใจจะไปล่าสัตว์!
เป้าหมายคือจุดสว่างที่อยู่ใกล้ที่สุดบนแผนที่หนังสัตว์!
จุดสว่างนี้สว่างกว่าโสมเสียอีก ขอแค่จับมันได้ รับรองว่าจะได้เงินก้อนโต!
“จะเข้าป่าอีกแล้วเหรอ งั้นเอาแป้งทอดพวกนี้ไปกินระหว่างทางนะ”
พอเดินมาถึงหน้าประตู ประตูครัวก็เปิดออก
จ้าวหว่านถังมองลู่ชวน แล้วยื่นแป้งทอดไส้เนื้อให้หลายชิ้น ดูท่าจะตื่นมาทำตั้งแต่เช้ามืด ตอนนี้ยังอุ่น ๆ อยู่เลย
“ตื่นเช้าขนาดนี้ ฉันทำให้ตื่นหรือเปล่า?”
ลู่ชวนชะงัก ไม่คิดว่าจ้าวหว่านถังจะตื่นเช้าขนาดนี้
“เปล่า ฉันรับงานจิปาถะข้างนอกไว้นิดหน่อย ต้องตื่นเวลานี้ทุกวันจนชินแล้ว”
พอจ้าวหว่านถังพูดจบ ลู่ชวนก็ยิ่งรู้สึกสงสาร
เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน เธอต้องทำงานมากมายแค่ไหนกัน ส่วนเจ้าของร่างเดิมนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ
“เลิกงานข้างนอกพวกนั้นเถอะ ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันจะทำให้พวกเธอได้กินดีอยู่ดี!”
ลู่ชวนรับแป้งทอดมา แล้วจับมือจ้าวหว่านถังไว้
เมื่อได้ยินอย่างนั้น จ้าวหว่านถังก็ซาบซึ้งใจยิ่งขึ้น ทั้งยังตกใจกับความเปลี่ยนแปลงของลู่ชวน
ตอนแรกเธอคิดว่าลู่ชวนแค่แกล้งทำตัวดี พอผ่านไปสักพักก็คงกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นอย่างที่พวกเธอคิด
“ได้ งั้นรีบไปรีบกลับนะ ฉันกับเสวี่ยหรงจะรออยู่ที่บ้าน!”
“ได้!”
หลังบอกลาจ้าวหว่านถัง ลู่ชวนก็ฮึกเหิมเต็มที่ ฝีเท้าเร่งเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
พอเข้าไปในป่า หมอกหนาทึบก็ปกคลุมทั่วบริเวณ
ในป่ามีความชื้นสูง ตอนเช้าตรู่กับยามตะวันตกดินมักมีหมอก อากาศชื้นจนรู้สึกเปียกไปหมด
ลู่ชวนมีประสบการณ์ เขาจึงพับขากางเกงขึ้นเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นเดินไปได้ไม่นาน ขากางเกงคงเปียกชุ่ม
หลังเข้าป่า เขาไม่ได้รีบเดินต่อ แต่หยิบแผนที่หนังสัตว์ออกมา
จากนั้นตรวจสอบทิศทางให้แน่ใจ
จุดสว่างนั้นอยู่แถวหุบเขาหมีเฒ่าบนไหล่เขาทางเหนือของภูเขาไป๋สือซาน
เมื่อหลายปีก่อนเคยมีหมีดำออกมาแถวนี้ ถ้าไม่มีธุระจริง ๆ แทบไม่มีใครกล้าไป
เพราะอย่างนั้น ต้นไม้ใบหญ้าในบริเวณนี้จึงสูงกว่าคน และยังมีสัตว์ออกหากินอยู่ไม่น้อย
ลู่ชวนกำหนดเส้นทางเรียบร้อยแล้วสะพายปืนคาบศิลาไว้ด้านหลัง มือหนึ่งถือมีดล่าสัตว์เปิดทาง
ทักษะที่ฝึกฝนมาในป่าฝนเมื่อชาติก่อน ตอนนี้ได้เอามาใช้แล้ว
สัตว์ปีกสัตว์บกแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา เพราะเขาฝึกเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ
เดินไปได้ราวสองชั่วโมง
ลู่ชวนหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นรอยอุ้งเท้าหลายรอย
บนพื้นโคลนมีรอยอุ้งเท้าหลายรอย เป็นรอยนิ้วเท้าห้านิ้ว!
หมี
จากประสบการณ์ ลู่ชวนประเมินคร่าว ๆ ว่าหมีตัวนี้หนักไม่น้อยกว่า 300 จิน!
ลู่ชวนกลืนน้ำลาย ความคิดที่จะฆ่าหมีตัวนี้ผุดขึ้นในใจ
ถ้าล่าหมีได้สักตัว คราวนี้ก็รวยเละ!
แค่เนื้อหมียังไม่นับ อุ้งตีนหมีทั้งสี่ข้างก็ขายได้ 200-300 หยวนแล้ว ยังมีหัวใจหมีกับดีหมีที่เอาไปทำยาได้อีก
หมีตัวเดียว ถ้าแยกชิ้นส่วนขาย อย่างน้อยก็ทำเงินได้ 700-800 หยวน!
เงิน 700-800 หยวนในยุค 70 เทียบเท่ากับเงินหลายแสนในยุคหลัง!
ไม่ไกลออกไปมีแหล่งน้ำ ลู่ชวนจึงตั้งใจซุ่มอยู่ตรงนี้ เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วเลือกต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่ง
เขาปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นตั้งปืนคาบศิลา บรรจุดินปืนและลูกกระสุน
หมีดำไม่ใช่สัตว์ที่รับมือได้ง่าย ๆ
ถ้ายิงนัดเดียวแล้วล้มมันไม่ได้ คนที่จะตายก็คือตัวเขาเอง
ตอนปฏิบัติภารกิจในชาติก่อน เขาเคยเห็นกับตาว่าหมีสีน้ำตาลตัวหนึ่งถอนต้นเบิร์ชขึ้นมาทั้งรากในป่าดิบของไซบีเรีย
เพราะอย่างนั้น เขาจึงเตรียมใจไว้แล้วว่าการล่าครั้งนี้อาจล้มเหลว
ทุกอย่างพร้อมแล้ว ที่เหลือก็แค่รอหมีมา!
ลู่ชวนซุ่มอยู่บนต้นไม้ ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้น อากาศในป่าก็เริ่มอบอ้าว
เหงื่อไหลท่วมตัว หยดลงจากปลายคางไม่หยุด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ก็มีเสียงหอบดังมาจากไม่ไกล
จากนั้นก็มีหมีดำตัวหนึ่งเดินโซเซออกมาจากป่าทึบ
แวบแรกที่เห็น ลู่ชวนก็ถึงกับตะลึง เขาประเมินขนาดของหมีตัวนี้ต่ำไปหน่อยจริง ๆ
ขนดำทั่วตัวเป็นมันเงา ทุกย่างก้าวส่งเสียงหนักทึบ
ตัวมันใหญ่กว่าที่ลู่ชวนคาดไว้เสียอีก อย่างน้อยก็หนักเกิน 350 จิน
