“ฉันยินดี”
ไร้ความลังเล ไร้การชะงักงัน เสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นเด็ดขาด
หมู่ซิงเหยาพลิกมือกลับไปกุมฝ่ามืออุ่นร้อนและเปี่ยมพละกำลังของเฉิงจิงเป่ย
ปลายนิ้วสอดประสาน สิบนิ้วเกี่ยวกระหวัดกันแน่น
“ฉันยินดีนะ”
ไม่ว่าเฉิงจิงเป่ยจะขอเธอแต่งงานด้วยเหตุผลอะไร
แต่เธอไม่เคยคิดจะมองการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องเล่น ๆ เธออยากใส่ใจดูแลมันอย่างจริงจัง และอยากให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด
เฉิงจิงเป่ยกดปุ่มเลื่อนกระจกหน้าต่างรถลง
“พ่อจ๋าแม่จ๋า พรุ่งนี้หนูยังอยากไปเล่นแทรมโพลีนอีก”
“ได้สิ เสี่ยวเจ๋ออยากไป งั้นพรุ่งนี้พวกเราไปกันอีกนะ”
เสียงถูกสายลมพัดจนแผ่วพร่า ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง
คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวจูงมือลูกเดินมาจากที่ไกล ๆ พ่อถือรถขาไถ ส่วนแม่สะพายกระติกน้ำของลูกไว้บนหลัง
สัมผัสนุ่มนวลละเอียดอ่อนในฝ่ามือเตือนให้เขารู้ว่า เขาได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว
เฉิงจิงเป่ยหันไปมองครอบครัวสามคนที่เดินเข้ามาใกล้ คล้ายมีกระแสอุ่นร้อนเอ่อท้นขึ้นมาถึงลำคอ จนเขาพูดอะไรไม่ออก
ชีวิตที่สงบนิ่งไร้คลื่นลมมาตลอดสามสิบห้าปี ถูกคนตรงหน้าทำให้เปลี่ยนไป
โชคดีที่ชะตายังคงเมตตาเขาเสมอ
เฉิงจิงเป่ยประคองมือที่กุมอยู่เปลี่ยนไปไว้ในมือซ้ายอย่างระมัดระวัง แล้วใช้มือขวาเปิดช่องเก็บของตรงที่วางแขน
มือข้อนิ้วเด่นชัดรองกล่องกำมะหยี่สีแดงทรงสี่เหลี่ยมเอาไว้ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดออก
แหวนแพลทินัมเรียบหรูหน้าตาคล้ายกันสองวงปรากฏขึ้นตรงหน้า
ต่างกันตรงที่วงเล็กมีเพชรเม็ดเล็กขนาดเท่าเมล็ดข้าวฝังอยู่บนหน้าแหวน
ตัวเรือนฝังเพชรไว้ด้านใน ไม่ยื่นออกมาให้เกี่ยวหรือขูดโดนสิ่งใด มองจากไกล ๆ แทบดูเหมือนแหวนเกลี้ยงธรรมดา
