เซี่ยจิ่นอี๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ”
นางเป็นคนมีความคิดเป็นของตนเองมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เล็กก็ติดตามอาจารย์เรียนวิชาแพทย์ หลายเรื่องล้วนมีวิจารณญาณของตน ไม่เคยเป็นคนที่ปล่อยให้ผู้อื่นชี้นำได้ตามใจ
ครั้นได้ยินมารดาเปิดกว้างถึงเพียงนี้ นางกลับรู้สึกอุ่นใจยิ่งกว่าเดิม
เซี่ยเจาฝานถึงกับตะลึงงัน นี่หรือคือบิดามารดาชนชั้นสูงในยุคศักดินาอย่างที่นางเข้าใจ?
ไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของตระกูลหรือ? ไม่ต้องชั่งน้ำหนักข้อได้เปรียบเสียเปรียบในวงราชการหรือ? ทั้งยังไม่มีคำว่า “บิดามารดาสั่งการ แม่สื่อเป็นผู้กำหนด” อีกด้วย?
หรือว่าหญิงสูงศักดิ์ในยุคโบราณจะใจกว้างเช่นนี้ได้เหมือนกัน?
จู่ ๆ นางก็พบว่าความเข้าใจที่มีต่อโลกใบนี้ในอดีตนั้นช่างผิวเผินเหลือเกิน
แม้ราชวงศ์ต้าจโจวแห่งนี้จะมีผลิตภาพและเทคโนโลยีด้อยกว่ายุคปัจจุบันมาก ทว่าขนบธรรมเนียมในสังคมดูจะเปิดกว้างกว่าที่นางคิด อย่างน้อยในเรื่องการแต่งงานก็มิใช่ทุกตระกูลที่จะมองบุตรสาวเป็นเครื่องมือผูกสัมพันธ์ทางการเมือง
แต่เซี่ยเจาฝานก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
นางยังคงไม่แต่งงาน ใครจะเกลี้ยกล่อมก็ไม่มีประโยชน์
“จิ่นอี๋ เจ้าแต่งกลอนได้ดี ก็ควรขึ้นไปแสดงฝีมือสักหน่อย”
ฮูหยินเสิ่นมองเด็กหนุ่มสาวจากตระกูลอื่นที่ต่างสะบัดพู่กันเขียนอักษร ความคาดหวังในแววตาจึงเพิ่มขึ้นหลายส่วน
ก่อนหน้านี้นางไม่ได้คาดหวังกับเจาฝานมากนักจริง ๆ
เด็กคนนี้มีนิสัยซุกซนตั้งแต่เล็ก แม้เคยเรียนบทกวีมาบ้าง แต่ก็เพียงพอรู้หนังสือเท่านั้น หากให้นางแสดงฝีมือเทียบกับเหล่าบัณฑิตชายหญิงแห่งเมืองหลวง ย่อมเป็นการบีบคั้นนางเกินไป
