รอบด้านมีศิษย์ไม่น้อยที่มาร่วมชมพิธี แอบมองนางอยู่เช่นกัน
“คนนั้นคือศิษย์น้องเซี่ยหรือ?”
“ได้ยินว่าผู้อาวุโสฉินพากลับมาด้วยตัวเอง”
“นางมีรากวิญญาณห้าธาตุไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงได้เข้าสำนักด้วย?”
“ใครจะรู้ ได้ยินว่าผู้อาวุโสฉินให้ความสำคัญกับนางไม่น้อย”
เสียงซุบซิบแผ่วเบาดังมาจากรอบด้าน เซี่ยเจาฝานยังคงรอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
ทำไมความรู้สึกนี้ถึงเหมือนเป็นสัตว์หายากในสวนสัตว์กันนะ? ไปที่ไหนก็มีแต่คนจ้องมอง
ยังดีที่สภาพจิตใจของเธอแข็งแกร่งพอ ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นสาวหน้าอ่อนคนอื่น ถูกคนทั้งสำนักจ้องขนาดนี้คงอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีไปแล้ว
โชคดีที่พิธีเข้าสำนักไม่ได้กินเวลานานนัก
ผู้บำเพ็ญให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพมาแต่ไหนแต่ไร หลังจากประมุขสำนักกล่าวคำให้กำลังใจจบ ก็เริ่มดำเนินพิธีต่าง ๆ ตามขั้นตอน ทั้งการเข้าสำนักและรับป้ายประจำตัว
เดิมทีเซี่ยเจาฝานคิดว่าพิธีนี้กำลังจะจบลงแล้ว ใครจะคิดว่าจู่ ๆ ฉินหย่วนซึ่งนั่งอยู่ข้างที่นั่งประธานจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เขาขยับตัวไม่เร็ว ทั้งยังจงใจจัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย ใบหน้าเผยท่าทีสงบนิ่งราวกับเมฆคล้อยน้ำไหล ดูประหนึ่งกำลังจะกล่าวเรื่องเล็กน้อยธรรมดาสามัญที่สุด
ทว่าประโยคที่เขาเอ่ยขึ้นในวินาทีถัดมา กลับทำให้ลานกว้างทั้งลานเงียบกริบลงทันที
“วันนี้นอกจากจะมีศิษย์ใหม่เข้าสำนักแล้ว ข้ายังมีเรื่องหนึ่งจะประกาศ”
ฉินหย่วนกวาดตามองผู้คนเบื้องล่าง ก่อนจงใจหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ข้าตั้งใจจะรับศิษย์สายตรงเพิ่มอีกสองคน”
