เซี่ยเจาฝานอดกลอกตาในใจไม่ได้ ไอ้แก่เอ๊ย รู้จักคำว่าเคารพกันบ้างไหม?
ไม่ทักไม่ทายสักคำ ก็กล้าตรวจดูร่างกายของเด็กสาวคนหนึ่งตรง ๆ แล้ว
แต่แน่นอนว่านางไม่กล้าพูดออกมา คนตรงหน้าคือยอดฝีมือที่เพิ่งฟันเมฆโลหิตแยกออกด้วยกระบี่ ที่สำคัญกว่านั้นคืออีกฝ่ายเพิ่งช่วยชีวิตนางไว้
เห็นแก่บุญคุณที่ช่วยชีวิต...นางจะยอมยกโทษให้ความเสียมารยาทของเขาสักครั้งก็แล้วกัน
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนถอนญาณกลับ สีหน้าพลันอ่อนโยนขึ้นอีกครั้ง
“แม่หนูน้อย วันนี้ได้พบกับข้า นับว่าเรามีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง เจ้ายินดีติดตามข้ากลับไปบำเพ็ญที่สำนักชิงเสวียนหรือไม่?”
เซี่ยเจาฝานชะงักไปครู่หนึ่ง นางกะพริบตาปริบ ๆ
“หา?”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เข้าใจขึ้นมา
ยอดฝีมือท่านนี้...คิดจะรับนางเข้าสำนักหรือ? นางพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“ผู้อาวุโส ท่านหมายความว่า ข้าสามารถเข้าสำนักชิงเสวียนได้หรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนลูบเครายาว พลางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าสามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่พลังวิญญาณเบาบางเช่นนี้ ก็แสดงว่าเจ้ามีวาสนาเซียนอยู่ในตัวแล้ว”
“แต่ตอนนี้ข้ายังไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ด้วยตนเอง”
“เข้าเป็นศิษย์สายนอกไปก่อน รอจนวันหน้าเจ้าสร้างฐานได้สำเร็จ ข้าค่อยพิจารณาอีกทีว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอจะเป็นศิษย์สายตรงของข้าหรือไม่”
แม้คำพูดนี้จะฟังดูเผื่อทางถอยไว้บ้าง แต่เซี่ยเจาฝานจะยังกล้ารังเกียจได้อย่างไร?
การได้เข้าสำนักบำเพ็ญเซียนที่แท้จริง สำหรับนางในตอนนี้แล้วแทบไม่ต่างจากโชคลาภหล่นจากฟ้า
