สุสานไร้เสียง

ตอนที่ 1 อานซี

7 นาที· 1.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

มีคนถามผมว่า การขุดสุสานมันเหมือนในหนังจริงหรือเปล่า ต้องสู้ซอมบี้ ฝ่ากลไก ตามหายาอายุวัฒนะ?

ทุกครั้งผมถุยน้ำลายใส่แล้วบอกว่า ไร้สาระทั้งเพ

คนทำอาชีพนี้จริง ๆ ไม่ได้มีเรื่องลึกลับพิศดารมากมายขนาดนั้น ในสุสานสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่นอนอยู่ แต่เป็นคนที่ยืนอยู่ต่างหาก

ผมชื่อลู่จิ่วเฟิง

เรื่องราวต้องเริ่มตั้งแต่ปีที่ผมอายุสิบหก...

ปีนั้น ที่บ้านเกิดหิมะตกหนัก

หิมะเริ่มตกตั้งแต่กลางดึก พอฟ้าสาง ถนนบนภูเขาก็ถูกปิดตาย หุบเหวเต็มไปด้วยสีขาวโพลน คนในหมู่บ้านบอกว่านี่คือฟ้าปู่โปรยผ้าห่มให้ แต่ผมรู้สึกแค่หนาว

ตอนนั้นผมเลิกเรียนมาได้สองปีแล้ว

ที่บอกว่าเลิกเรียน จริง ๆ ก็ไม่ได้น่าเสียดายอะไร หนังสือเรียนชั้นประถมผมยังอ่านไม่เข้าใจ ครูเรียกให้ลุกขึ้นท่องบทกวี ผมท่อง 'ความคิดยามราตรี' เป็น 'ไถนา' เด็กในหมู่บ้านหลายคนหัวเราะเยาะ ว่าสมองผมมีแต่ซังข้าวโพด

ผมก็ไม่เถียง

ผมอยู่กับตาตั้งแต่เด็ก ในบ้านดินสองห้องทางตะวันตกของหมู่บ้าน กลางวันขึ้นเขาไล่จับกระต่ายป่า กลางคืนผ่าฟืนให้ตาใส่เตา ตาตอนหนุ่มเคยทำงานในหน่วยขุดหิน หูดี เอาค้อนเคาะหินทีเดียวก็รู้ว่าข้างในกลวงหรือไม่

ตอนเด็กผมไม่มีของเล่น ตาเลยเอาตะเกียบเคาะชามให้ฟัง

"อันนี้เสียงใสแจ๋ว ไม่มีร้าว! อันนี้เสียงตึบ ๆ ในตัวมีตำหนิ อันนี้เสียงกระจัดกระจาย ก้นเคยซ่อม..."

ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แค่รู้สึกสนุก ต่อมาชาวบ้านทำชามแตก ให้ผมไปฟังว่ามีรอยร้าวแต่แรกหรือเปล่า ผมฟังไปไม่กี่ครั้ง สิบครั้งแม่นอยู่เจ็ดแปดครั้ง

ชาวบ้านว่า "ไอ้จิ่วเฟิงนี่ เรียนหนังสือไม่เอาไหน แต่ฟังเสียงของพังได้"

ตาได้ยินก็ไม่โกรธ อมกล้องยาเส้นพลางบอก "มีสักอย่างหาเลี้ยงตัวได้ ก็ถือว่าชีวิตไม่สูญเปล่า"

วันที่ยี่สิบสามเดือนสิบสอง ตรุษจีนเล็ก

ตาไปนาหาอาหารม้า เผลอลื่นตกคูน้ำแข็ง ชาวบ้านหลายคนหามกลับมา หน้าเขาไม่มีสีเลือด ริมฝีปากเขียวช้ำ

หมอเถื่อนในสถานีอนามัยหมู่บ้านดูแวบเดียว ส่ายหน้า

"กระดูกสะโพกหัก ต้องส่งโรงพยาบาลอำเภอ"

พวกเรายืมรถไถของหัวหน้าหมู่บ้าน ฝ่าหิมะแล่นไปในเมือง ตลอดทาง ตาเจ็บจนคราง แต่ยังกำมือผมแน่นบอก "ไม่เป็นไร กระดูกแก่แข็ง"

ถึงโรงพยาบาลอำเภอ หมอบอกต้องผ่าตัด

หนึ่งพันแปดร้อย

ตอนนั้นหนึ่งพันแปดร้อยสำหรับผม สูงกว่าภูเขาเสียอีก

น้าชายสองมาจากหมู่บ้านข้างเคียง หน้าบึ้งเหมือนก้นหม้อ พูดต่อหน้าตาว่า "เงินฉันจะหาทางเอา"

ผมยืนอยู่นอกห้องพักฟื้น ในใจเพิ่งผ่อนคลายได้นิดหน่อย ก็ได้ยินเสียงเมียน้าชายสองดังมาจากประตูบันได

"หาทาง? เอาอะไรหาล่ะ? ลูกที่บ้านสองคนไม่ต้องเรียนแล้วใช่ไหม? แก่ไม่ยอมตายสักที เด็กตัวถ่วงอีกคน อาศัยอะไรต้องให้บ้านเราต้องมาจ่ายรูรั่ว?"

น้าชายสองพูดเบา "เบา ๆ หน่อย"

"ฉันจะพูดให้ดัง! มันแซ่ลู่ เรามันแซ่อะไร? เลี้ยงมันมาตั้งหลายปี ก็บุญคุณมากพอแล้ว!"

ผมยืนอยู่หลังประตู ในมือยังถือใบลงทะเบียน

กระดาษแผ่นนั้นถูกผมกำจนยับยู่

แต่ผมไม่ได้พุ่งออกไป ไม่ได้ร้องไห้ เด็กสิบหกขวบกลัวที่สุดคือคนอื่นมาว่าน่าสงสาร มันทรมานกว่าถูกตีเสียอีก

ผมเดินไปหน้าประตูโรงพยาบาล นั่งยอง ๆ กลางหิมะ

หน้าโรงพยาบาลอำเภอมีคนขายมันเผา ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมา ในกระเป๋าผมไม่มีสักอีแปะ ทำได้แค่สูดดมกลิ่น มือหนาวจนม่วง เท้าก็ชา

วันนั้นผมบอกกับตัวเองประโยคหนึ่งว่า ข้า ลู่จิ่วเฟิง ในวันข้างหน้าจะต้องโดดเด่น...

การผ่าตัดของตาในที่สุดก็ได้ทำ เงินน้าชายสองยืมมา แล้วก็มีลุงเจ้าเหล่าก่านช่วยรวมให้ส่วนหนึ่ง

เจ้าเหล่าก่านเป็นคนเก็บของเก่าในหมู่บ้าน อายุห้าสิบกว่า ซูบผอมเหมือนท่อนฟืน ขี่รถสามล้อพัง ๆ ท้ายรถแขวนตาชั่งเก่า กระสอบป่าน ตะขอเหล็ก นิสัยไม่เลว แต่ปากจัด

เขารู้ว่าผมอยากหาเงิน ถ่มเสมหะปื๊ดหนึ่งแล้วบอก "ตามฉันวิ่งงานเถอะ เก็บของเก่าไม่สง่างาม แต่เห็นเงิน"

ผมผงกหัว

ตั้งแต่นั้น ผมก็ตามเจ้าเหล่าก่านตระเวนไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ

เขาสอนให้ผมแยกแยะทองแดง เหล็ก อะลูมิเนียม แล้วก็สอนวิธีพูดคุยกับคนแก่

"ปากหวานหน่อย ตาแหลมหน่อย อย่ามือบอน ชาวบ้านไม่ขาย อย่าไปแข็งซื้อ เขาขายให้ อย่าไปหัวเราะ"

ผมจำได้แม่น

ครั้งแรกที่ทำให้ผมได้เงินก้อนใหญ่ คือพรานเก่าทางตะวันออกของเขาชิงสือ

วันนั้นพวกเราเข้าบ้านเขารับซื้อเศษเหล็ก ในบ้านมืด มุมเตียงกองผ้าห่มเก่าและไหแตก ๆ ไว้หลายใบ ผมกวาดตาปุ๊บเห็นไหลายครามใบหนึ่ง สูงตั้งครึ่งฟุต ปากไหบิ่นไปหน่อย ตัวจับฝุ่น

เจ้าเหล่าก่านไม่ดูเลยสักนิด ยอง ๆ คุ้ยเศษเหล็กอยู่บนพื้น

ผมไม่รีบถามราคา ช่วยพรานเก่าผ่าฟืนก่อนฟ่อนหนึ่ง แล้วนั่งดื่มเหล้าเถื่อนกับเขาไปครึ่งถ้วย

ก่อนกลับ ผมชี้ไหใบนั้นถาม "ท่านลุง ไหพัง ๆ ใบนี้ยังเอาไหม?"

พรานเก่าสะบัดมือ "เอาไป ให้สิบห้าหยวน"

เจ้าเหล่าก่านจ้องเขม็งมาทางผม

สิบห้าหยวน ในสายตาเขาพอซื้อเศษเหล็กได้ครึ่งคัน

ตอนควักเงินมือผมสั่นนิด ๆ แต่ก็จ่ายไป

ขากลับ เจ้าเหล่าก่านด่าผม "จิ่วเฟิง สมองมึงโดนประตูหนีบรึไง? ไหพัง ๆ งี้ทำโถฉี่ยังรั่ว"

ผมกอดไหแน่น ไม่ปริปาก

ถึงบ้าน ผมเคาะตัวไห

เสียงตึบ ๆ

ผมดูฐาน ดูเคลือบ ดูฝีมือวาดอีกที สิ่งนั้นไม่ใช่ของเตาหลวง ไม่ใช่ของเก่าแก่จนน่าตกใจ คงเป็นไหลายครามสานเลื้อยเลียนแบบเฉียนหลงยุคสาธารณรัฐ แต่มันมีกลิ่นอายความเก่า วางในตลาดในเมือง ต้องมีคนเอาแน่

ไม่กี่วันต่อมา เจ้าเหล่าก่านพาผมไปตลาดของมือสองในอำเภอ

ไหใบนั้นขายได้หนึ่งร้อยยี่สิบหยวน

ตอนพ่อค้าจ่ายเงิน เจ้าเหล่าก่านตาแทบถลน ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน เขาเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายกลั้นใจพูดออกมาว่า "จิ่วเฟิง ตานายนี่ ไม่ใช่แววตาที่งอกจากท้องนา"

ผมเก็บเงินแนบอก

คืนนั้น ผมซื้อหัวหมูตุ๋นให้ตาครึ่งชั่ง

ตานั่งบนเตียง เคี้ยวช้า ๆ ถามผมว่า "หาเอง?"

"หาเอง"

เขามองผมครู่ใหญ่ ไม่ถามอะไรอีก

ครึ่งปีนั้น ผมตามเจ้าเหล่าก่านวิ่งงานกว่าสิบหมู่บ้าน

ผมเคยเก็บกล้องยาสูบทองแดง กล่องไม้เก่า เศษถ้วยชามร้าว กุญแจเงินโบราณ แล้วก็เคยถูกหลอก

ครั้งที่เจ็บที่สุด คือผมใช้เงินยี่สิบหยวนซื้อถ้วยเคลือบดำใบหนึ่ง คนขายบอกว่าเป็นของสมัยซ่ง ผมเชื่อครึ่งหนึ่ง พอถึงในเมือง พ่อค้าหยิบขึ้นมาดูปุ๊บก็หัวเราะ

"เพิ่งเผา ดินยังซึมไม่เข้า เด็กน้อย กลับไปจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มเถอะ"

ผมเอาถ้วยใบนั้นกลับหมู่บ้าน คืนนั้นทุบแหลก

เศษถ้วยผมเอาผ้าห่อไว้ ยัดก้นกระสอบป่าน เวลาใดที่ความละโมบผุดขึ้นมา ผมก็คลำดู

เจ็บที่เงิน มันจำฝังใจกว่าเจ็บหน้า

ถึงฤดูใบไม้ร่วง ตาพอถือไม้เท้าลงจากเตียงได้ แต่ที่บ้านยังมีหนี้ ในมือผมเก็บสะสมของอยู่ยี่สิบกว่าชิ้น มีทั้งจริงทั้งปลอม มีทั้งของมีค่าและของเก็บก้นหีบ

เจ้าเหล่าก่านบอกว่า "ในอำเภอน้ำตื้น นายจะเอาจริงเอาจังกินข้าวชามนี้ ไปอานซี ตลาดของเก่าที่นั่นใหญ่ มัจฉาคละเคล้ากับมังกร มีฝีมือก็พลิกฟื้นคืนชีพได้ ไม่มีฝีมือก็ถูกคนอื่นแทะจนไม่เหลือกระดูก"

ผมถาม "ลุงเคยไป?"

"ไปครั้งนึง"

"แล้วทำไมกลับ?"

เจ้าเหล่าก่านเกาท้ายทอย "โดนหลอกไปสามร้อย เกือบหมดตัวแม้แต่กางเกง"

ใจผมกลับนิ่งขึ้น

ที่ที่หลอกได้สามร้อย ก็ย่อมมีคนหาได้สามพัน

คืนก่อนจากลา ตานั่งสูบบุหรี่มวนเองบนเตียง ไฟแดงในกล้องบุหรี่วูบ ๆ วาบ ๆ

ผมเก็บกระสอบป่านเรียบร้อย คิดว่าเขาหลับไปแล้ว

อยู่ ๆ เขาก็ถาม "คิดดีแล้ว?"

ผมรับคำในลำคอ

ตาไม่ได้ห้าม แค่ล้วงเอาเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญจากใต้หมอน เหรียญนั้นถูจนมันวาว ลายตัวอักษรไม่ค่อยชัดแล้ว

"ถือไว้"

"นี่มีค่าเหรอ?"

ตาขนาดใส่ "อะไรก็ถามแต่ว่ามีค่าไหม มีวันแกจะถูกเงินจูงจมูก"

ผมเงียบ

เขายัดเหรียญใส่มือผม บอกว่า "จนไม่น่ากลัว น่ากลัวตรงใจไม่มีรากฐาน ไปถึงนอกบ้าน อย่าให้เงินมาบังตาของแก"

ผมเอาด้ายแดงร้อยเหรียญ ห้อยคอไว้

เช้าวันต่อมา ผมนั่งรถไฟเขียวไปอานซี

ในตู้รถไฟเต็มไปด้วยกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กลิ่นบุหรี่ กลิ่นเหงื่อ มีคนเล่นไพ่ มีคนแทะเมล็ดแตง มีเด็กน้อยร้องไห้ตลอดทาง ผมกอดกระสอบป่าน นั่งตรงขอบที่นั่งแข็ง ทั้งคืนไม่ได้นอน

ในหัวผมวนเวียนกับคำว่า "ตัวถ่วง" ของเมียน้าชายสอง

ยิ่งคิดก็ยิ่งตาสว่าง

อานซีใหญ่กว่าอำเภอในเมืองมากนัก

หน้าสถานีรถไฟคนเบียดเสียด คนขับรถสามล้อมาล้อมถามผมว่าจะไปไหน ผมไม่กล้าขึ้น กลัวโดนฟันหัวแบกกระสอบป่านเดินไปสองช่วงตึก ถึงหาได้รถเมล์ไปตลาดของเก่า

ตลาดของเก่าอานซีอยู่ในย่านเมืองเก่า

ก้าวเข้าไปปุ๊บ ผมก็รู้ว่าเจ้าเหล่าก่านพูดไม่ผิด

น้ำที่นี่ไม่ตื้นเลย

พ่อค้าแม่ค้าเรียกลูกค้า คนซื้อต่อราคา พวกล่อซื้อล้อมรอบพระทองแดงแสดงละคร คนนึงส่องแว่นขยายดูเศษกระเบื้อง บางคนยอง ๆ จับหยกบนพื้น มีคนใส่สูทผูกไท แต่ปากพูดแต่คำสแลง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป