ไป๋อิงหันกลับไปอย่างฉับพลัน เห็นเมฆดำบนขอบฟ้าปั่นป่วนแผ่ขยายราวกับหมึกเข้ม เพียงชั่วพริบตาก็ปกคลุมทั่วทั้งนภา
เหนือศีรษะนางขึ้นไปประมาณ 100 จั้ง ผู้คนจากสำนักหมื่นพิษเหยียบอากาศลอยตัวอยู่
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดคือโม่เชียนจิ่ว สวมชุดคลุมสีม่วงอันหรูหรา ใบหน้ามืดครึ้มดุจเหยี่ยว ดวงตาเรียวยาววาววับด้วยแสงเย็นเยียบราวอสรพิษ
เบื้องหลังเขามีศิษย์หลายคนสวมชุดรัดกุมสีเขียวเข้ม เอวห้อยถุงพิษหลากชนิด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยสักดุดัน แววตาเปี่ยมด้วยความเหี้ยมโหดกระหายเลือด
ส่วนเบื้องหน้าผู้คนเหล่านั้น มีเงาร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศราวภูตผี
คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท หมวกคลุมกว้างบดบังใบหน้าจนมิด เหลือเพียงดวงตาสีเขียวเรืองรองสองจุดที่ปรากฏเลือนรางในเงามืด ราวกับเปลวไฟผี
รอบกายเขาแผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก ทุกแห่งที่ผ่าน อากาศล้วนแข็งค้าง แม้แต่แสงสว่างก็คล้ายถูกบิดเบือนและกลืนกิน คนผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสแห่งสำนักหมื่นพิษ ผู้เก็บตัวบำเพ็ญมานาน 2,000 ปี ผู้บำเพ็ญขั้นหลอมสุญตา—“มารเฒ่ากลืนกินวิญญาณ” เหยียนจิ่วโยว
“เจ้าน่ะหรือไป๋อิง ผู้ครอบครองผลเต๋าต้นกำเนิดทั้งห้าผลแต่เพียงผู้เดียว?” น้ำเสียงเย็นชาของโม่เชียนจิ่วคล้ายเสียงอสรพิษแลบลิ้น ดังก้องไปทั่วหุบเขาอันเงียบสงัด “ถ้ารู้จักเอาตัวรอด ก็จงส่งมันมาแต่โดยดี มิฉะนั้น...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ปลายจมูกของเขาก็พลันขยับ ใบหน้าเปลี่ยนสีในทันใด
กลิ่นหอมอ่อนจางและบริสุทธิ์ลอยออกมาจากกายไป๋อิง ลมหายใจนั้นพิสุทธิ์และลึกล้ำ วนเวียนในอากาศอย่างเลือนราง ทว่ามันคือกลิ่นอายแห่งเต๋าอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังผลเต๋าต้นกำเนิดถูกหลอม!
