ปลายกระบี่ของเซียวอวิ๋นหลานเสียดสีกับม่านแสงจนเกิดประกายไฟเจิดจ้าบาดตา เสียงแหลมเสียดหูนั้นประหนึ่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของผีนับหมื่น
เส้นเลือดตรงหว่างคิ้วของเขาปูดโปน พลังวิญญาณทั่วร่างหลั่งไหลเข้าสู่ตัวกระบี่อย่างบ้าคลั่ง แสงเย็นเยียบที่รวมตัวบนคมกระบี่แทบจะทะลวงฟากฟ้า
ทว่าม่านแสงที่ดูบางราวปีกจักจั่นกลับไม่ไหวติง แม้แต่ระลอกคลื่นสักนิดก็ไม่ปรากฏ
ฉู่อู๋เฉินยกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน นิ้วเรียวยาวราวหยกแตะลงบนม่านแสงเบา ๆ ปลายนิ้วเปล่งแสงสีครามหม่น
“กระบวนท่าของเจ้าในสายตาข้า ก็เป็นเพียงการละเล่นของเด็กเท่านั้น” น้ำเสียงของเขาเนิบช้า ทว่ากลับแฝงแรงกดดันจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก “ผ่านไปสามปี สำนักเสวียนเทียนก็ยังเป็นเช่นนี้...น่าผิดหวังยิ่งนัก”
เหล่าศิษย์สำนักเสวียนเทียนใต้เวทีได้ยินฉู่อู๋เฉินดูแคลนสำนักเสวียนเทียนเช่นนั้น สีหน้าของแต่ละคนพลันย่ำแย่ถึงขีดสุด
“ไอ้สารเลวนี่ สมควรตาย!”
“เจ้าคนทรยศ กล้าดูหมิ่นสำนักเช่นนี้ ศิษย์พี่เซียว สังหารมันเสีย!”
แต่เมื่อฉู่อู๋เฉินเคาะปลายนิ้วเบา ๆ พื้นผิวของม่านแสงก็พลันปรากฏระลอกคลื่นประหลาด ราวกับผิวน้ำในทะเลสาบอันสงบนิ่งถูกโยนก้อนหินลงไป
ระลอกคลื่นเหล่านั้นแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นผลึกน้ำแข็งเล็กจิ๋วนับไม่ถ้วนกลางอากาศ
รูม่านตาของเซียวอวิ๋นหลานหดวูบ ยังไม่ทันได้ถอยหลบ ก็รู้สึกถึงพลังเย็นยะเยือกสุดขั้วสายหนึ่งย้อนสวนมาตามตัวกระบี่ ความหนาวเหน็บนั้นแทรกลึกถึงกระดูก ราวกับแม้แต่วิญญาณก็จะแข็งค้างไปด้วย
“กร๊อบ!”
เสียงแตกร้าวกังวานไปทั่วลานประลองอันเงียบงัน ฟังแล้วบาดหูเป็นพิเศษ
กระบี่คู่กายของเซียวอวิ๋นหลานหักเป็นท่อน ๆ เศษชิ้นส่วนที่สะท้อนแสงเย็นเยียบวาดเป็นเส้นโค้งแสนเศร้ากลางอากาศ ก่อนร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งกลีบซากุระที่โรยรา
ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้นคือ พลังเย็นเยียบสายดังกล่าวได้แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณของเขาแล้ว ทุกแห่งที่มันผ่าน พลังวิญญาณล้วนถูกแช่แข็ง แม้แต่เลือดก็คล้ายจะแข็งตัว
