ผู้อาวุโสใหญ่ได้ยินคำพูดของโจวอิ่งก็เดือดดาลขึ้นมาทันที “เหตุใดจะไม่ได้? ไป๋อิงเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้า แต่เจ้ากลับปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชา ปล่อยให้นางกินลมตากฝนอยู่หน้าแผ่นศิลา บัดนี้แม้แต่ห้องดี ๆ สักห้องก็ยังไม่ยอมจัดให้นาง! ไป๋ตี๋แค่ถูกกักบริเวณให้สำนึกผิด ย้ายห้องสักห้องแล้วจะเป็นไรไป? นางมีค่ากว่าไป๋อิงหรือไร?”
สีหน้าของโจวอิ่งเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง ริมฝีปากสั่นระริก อยากโต้แย้งแต่ก็ไม่กล้า นางก้มหน้าพึมพำเสียงเบา “เสี่ยวตี๋อยู่ห้องนี้มาตั้งแต่เล็ก นางคุ้นชินแล้ว เวลานี้จะให้นางย้ายออกไป นางต้องไม่พอใจแน่...”
“ไม่พอใจ?” ผู้อาวุโสใหญ่แค่นหัวเราะ “นางไม่พอใจยังดีกว่าปล่อยให้ไป๋อิงผิดหวังจนใจสลาย! เจ้าเป็นมารดา แต่กลับไม่รู้จักปฏิบัติต่อลูกอย่างเสมอภาค ทั้งยังเข้าข้างไป๋ตี๋ทุกเรื่อง เจ้ายังกล้าบอกว่าคู่ควรเป็นมารดาของไป๋อิงหรือ? อีกอย่าง เจ้าน่าจะรู้ดีว่าในตระกูลนี้ ใครสร้างคุณูปการให้ตระกูลมากกว่า!”
โจวอิ่งเม้มริมฝีปาก ดวงตาฉายแววคับข้องใจ “แต่ไป๋อิงจากพวกเราไปหลายปี นางไม่สนิทกับพวกเราแล้ว เสี่ยวตี๋ต่างหากที่อยู่เคียงข้างพวกเรามาตลอด...”
ผู้อาวุโสใหญ่โกรธจนตัวสั่น ยกมือขึ้นราวกับจะตบโจวอิ่งสักฉาด แต่สุดท้ายก็ยังข่มใจไว้ได้ เขาสูดลมหายใจลึก ระงับโทสะแล้วกล่าวว่า “เพราะไม่สนิทกัน ถึงยิ่งต้องชดเชยให้นาง! หากเจ้ายังดื้อรั้นไม่ยอมสำนึก เกียรติของตระกูลไป๋คงถูกเจ้าทำลายจนหมดสิ้น!”
