ไป๋อิงไม่หันกลับไปมองไป๋ตี๋อีกแม้แต่แวบเดียว มือเรียวผุดผ่องยกขึ้นเบา ๆ ลวดลายค่ายกลทั่วฟ้าถอยร่นดุจคลื่นน้ำ ก่อนจะหดกลับเข้าไปในแขนเสื้อของนางจนหมดสิ้น
ยามนางหมุนกาย ชายเสื้อพลิ้วไหว ก่อนเอ่ยกับคนของสำนักหลิงอิ่นอย่างเรียบเฉยว่า “ไปกันเถอะ”
ฉีฮ่าวหยวนเข้าใจความหมายทันที เขาประสานมือร่ายอาคม บรรดาของวิเศษและถุงเก็บของที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วสนามรบพลันลอยขึ้นกลางอากาศ กลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปในถุงจักรวาลของเขา
เขาตรวจสอบทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด ครั้นแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่นแล้ว จึงพาทุกคนตามฝีเท้าของไป๋อิงไป
สายลมภูเขาคร่ำครวญ ไป๋อิงเหินอยู่หน้าสุดอย่างเงียบงัน
เดิมทีนางคิดว่าการสังหารไป๋ตี๋ด้วยมือตนเองจะทำให้นางสะใจ ทว่ากลับรู้สึกราวกับมีเหล็กดำหนักอึ้งกดทับอยู่ในใจ
ความยึดติดที่วนเวียนอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเยาว์—ทั้งความคาดหวังต่อบิดามารดาผู้ให้กำเนิด และความปรารถนาในสายใยครอบครัวทางสายเลือด—บัดนี้ล้วนสลายเป็นฟองอากาศไปพร้อมกับการสิ้นใจของไป๋ตี๋
หากรู้แต่แรกว่าพบกันแล้วไม่สู้ไม่พบ สายสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้ สุดท้ายก็เป็นเพียงเคราะห์กรรมอันน่าขัน
“ไป๋อิง ดูนี่สิ!” ฉีฮ่าวหยวนเร่งฝีเท้าตามมาอย่างตื่นเต้น ก่อนเทสมบัติล้ำค่าออกมาจากถุงเก็บของจนแสงสมบัติส่องประกายพร่างพราย
ของวิเศษประจำกายของผู้บำเพ็ญขั้นหลอมสุญตาสี่คนและผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพอีกหลายสิบคนลอยอยู่กลางอากาศ ในบรรดานั้นมีศาสตราเซียนสามเล่มเปล่งประกายรุ้งเจ็ดสี ส่วนศาสตรากึ่งเซียนสิบสองชิ้นล้อมอยู่โดยรอบ ราวดวงดาวโอบล้อมจันทรา สิ่งที่ทำให้ผู้คนตะลึงยิ่งกว่าคือสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินที่เทออกมาจากถุงเก็บของ โสมโลหิตหมื่นปีใสกระจ่างดุจผลึก เหล็กเย็นเสวียนอินเปล่งประกายเย็นเยียบสีคราม และขวดหยกบรรจุโอสถหลายร้อยขวดซึ่งติดยันต์หลากสีไว้
