ภายในถ้ำเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของไป๋อิง นิ้วเรียวยาวของนางประคองจี้หยกในมืออย่างแผ่วเบา จี้หยกนั้นราวกับมีชีวิต เปล่งประกายอ่อนโยนและแวววาวประดุบน้ำค้าง ท่ามกลางถ้ำมืดสลัว มันกลายเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว
แววตาของไป๋อิงเต็มไปด้วยความระมัดระวังและความคาดหวัง นางค่อย ๆ นำจี้หยกอีกชิ้นออกมาจากญาณ นี่คือจี้หยกชิ้นที่สองซึ่งนางได้มาหลังผ่านความยากลำบากนับไม่ถ้วน
จี้หยกชิ้นนี้เย็นเล็กน้อยเมื่อสัมผัส นอนนิ่งอยู่กลางฝ่ามือของนาง
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนค่อย ๆ เลื่อนจี้หยกชิ้นใหม่เข้าใกล้จี้หยกเก่าที่เปล่งแสงริบหรี่ด้วยความระมัดระวัง
ในชั่วขณะที่จี้หยกทั้งสองกำลังจะแตะกัน ดูราวกับมีสายลมแผ่วเบาพัดผ่านถ้ำ ทำให้เส้นผมของไป๋อิงพลิ้วไหวเล็กน้อย
ครั้นจี้หยกทั้งสองแนบสนิทเข้าด้วยกัน ถ้ำทั้งถ้ำก็ถูกแสงเจิดจ้าสาดส่องในพริบตา สว่างไสวดุจกลางวัน ไป๋อิงหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว เพื่อปรับให้ชินกับแสงจ้าที่พลันปรากฏขึ้น
จี้หยกชิ้นที่เพิ่งได้มาราวกับถูกพลังไร้รูปร่างดึงดูด เนื้อหยกแข็งแกร่งของมันค่อย ๆ อ่อนตัวลง คล้ายขี้ผึ้งที่ละลายด้วยความร้อนสูง ไหลย้อยทีละน้อย เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็นของเหลวใสกระจ่างดุจผลึก
ของเหลวนั้นราวกับภูตน้อยมีชีวิต เต้นรำแผ่วเบาอยู่กลางอากาศ ทุกการเคลื่อนไหวเปี่ยมด้วยจังหวะจะโคน ดูเหมือนมันมีจิตสำนึกของตนเอง จึงเคลื่อนเข้าใกล้จี้หยกชิ้นก่อนอย่างไม่รีบร้อนและเป็นระเบียบ จากนั้นจึงค่อย ๆ ซึมรวมเข้าไปทีละน้อย
เมื่อของเหลวหลอมรวมเข้าไป พลังที่หลับใหลมานานในจี้หยกธรรมดาชิ้นนั้นก็ถูกปลุกขึ้นในที่สุด
