ไป๋อิงนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าศิลาจารึกโบราณ ลมหายใจมั่นคง จิตใจจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญเพียร
กาลเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน นางยิ่งสัมผัสได้ชัดเจนขึ้นว่าดวงวิญญาณทั้งหมดของตนประหนึ่งกำลังถูกศิลาจารึกที่ดูธรรมดาแท่งนี้ชำระล้างอย่างแผ่วเบา ญาณทุกกระเบียดค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว
ผิวหน้าของศิลาจารึกเรียบเนียนราวกระจก ไม่มีแม้แต่อักษรสักตัวสลักอยู่บนนั้น ทั้งยังมองไม่เห็นร่องรอยว่าเคยบันทึกสิ่งใดไว้ เมื่อนึกถึงคำแนะนำของคนตระกูลไป๋ก่อนหน้านี้ ที่บอกว่านี่คือเคล็ดการบำเพ็ญที่บรรพชนตระกูลไป๋ทิ้งไว้ ไป๋อิงก็อดประหลาดใจไม่ได้ เคล็ดการบำเพ็ญที่ไม่มีแม้แต่อักษรสักตัว แล้วคนรุ่นหลังจะหยั่งรู้ความลับในนั้นได้อย่างไร?
ที่จริงแล้ว ไป๋อิงไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนี้ บรรดาคนรุ่นหลังของตระกูลไป๋ต่างสับสนไม่ต่างกัน แม้ผู้อาวุโสจะกำชับอย่างเข้มงวดให้พวกเขาบำเพ็ญเพียรใต้ศิลาจารึกแท่งนี้อยู่เสมอ แต่ต่อให้พยายามครุ่นคิดจนสุดกำลัง ก็ยังหยั่งรู้อะไรไม่ได้เลย นานวันเข้า ทุกคนจึงทำเพียงบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างศิลาจารึกตามความเคยชิน ทำตามขั้นตอนให้เสร็จสิ้นราวกับกำลังทำภารกิจที่ผู้อาวุโสมอบหมาย
ไป๋อิงลองใช้วิธีต่าง ๆ มากมายเพื่อหยั่งรู้ จนกระทั่งนางปลดปล่อยญาณของตนออกมาและลองสื่อสารกับศิลาจารึกลึกลับแท่งนี้ ความรู้สึกพิสดารยากหยั่งถึงพลันผุดขึ้นในใจ เป็นความรู้สึกสายเลือดเชื่อมโยงกันที่ยากจะพรรณนา ราวกับศิลาจารึกแท่งนี้มีความสัมพันธ์ลึกลับซับซ้อนกับนาง
