“หลิวอิงเจี๋ย!” เจินเหรินทิงหลานมองหลิวอิงเจี๋ยอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เสียงของเขาดังกึกก้องดุจอสนีบาตสะท้านฟ้า จนคานเสาในโถงใหญ่สั่นสะเทือน “นี่มันเรื่องอะไรกัน?!”
หลิวอิงเจี๋ยคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ ริมฝีปากสั่นระริก แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เว่ยจี้ขมวดคิ้ว สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกประหลาดภายในโถง จึงอดถามไม่ได้ว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก นี่มัน...”
เจินเหรินทิงหลานสีหน้าหม่นคล้ำดุจผืนน้ำ ยกมือชี้ไปยังหลิวอิงเจี๋ยที่คุกเข่าตัวสั่น “ให้เขาพูดเอง!”
หลิวอิงเจี๋ยก้มหน้าผากแนบพื้น ร่างสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ “ข้า...ข้า...”
“ท่านอาจารย์ลุงเว่ย ศิษย์พี่หลิวบอกว่าพวกท่านตายกันหมดแล้ว!” ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งอดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “เขาบอกว่าพวกท่านถูกปีศาจอสูรล้อมโจมตีที่เส้นฟ้าสายเดียว แล้วยังมีผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพจำนวนมากตามมาด้วย...”
เมื่อเว่ยจี้ได้ยินดังนั้น แววตาก็เย็นเยียบขึ้นทันควัน เขาค่อย ๆ เดินไปหาหลิวอิงเจี๋ย ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบลงบนหัวใจอีกฝ่าย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...เมื่อครู่ข้ายังคิดอยู่เลยว่า ตอนที่พวกเราอยู่แถวนั้น หากได้รับข่าวจากพวกเจ้าก็คงดี...คราวนี้ผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพพวกนั้นมาถึงเร็วเกินไป พวกเราจึงตั้งตัวไม่ทัน ข้ายังนึกว่าพวกเจ้าหลบอยู่ที่ไหนสักแห่งเลยไม่เห็น แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเจ้าจะเห็นผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพเหล่านั้นแล้ว!”
