หลังจากตะลึงงันไปชั่วขณะ ดวงตาของหลิงอวี่ก็พลันเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
นางพุ่งเข้าไปหาไป๋อิงโดยไม่ลังเล แล้วโอบกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือเพียงนิด ไป๋อิงจะหายไปอีกครั้ง
“ดีเหลือเกิน เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้ายังไม่ตาย... ฮือ ๆ...”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบแก้ม ในชั่วขณะนี้ ความกังวล ความโศกเศร้า และความคับข้องใจทั้งหมดต่างพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา
เหล่าศิษย์สำนักหลิงอิ่นที่อยู่โดยรอบต่างพากันเข้ามาห้อมล้อม ดวงตาเปี่ยมด้วยความยินดีและตื่นเต้น ใบหน้าของทุกคนล้วนฉายแววปีติยินดีราวกับรอดพ้นจากหายนะ
ไป๋อิงไม่คาดคิดว่าหลิงอวี่จะโผเข้ากอดตนเช่นนี้ จึงชะงักงันไปชั่วขณะ
ที่จริงแล้ว นางไม่ได้สนิทสนมกับเหล่าผู้บำเพ็ญของสำนักหลิงอิ่นนัก...
ดูเหมือนว่าหลังจากถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใยในชาติก่อน นางก็แอบปิดผนึกหัวใจของตนเองไว้อย่างแน่นหนา
นับแต่นั้นมา นางก็วางท่าทีเย็นชาเฉยเมยต่อทุกคน หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ปรารถนาจะข้องเกี่ยวกับผู้ใดมากเกินไป
ทว่าในโลกนี้ย่อมมีคนบางจำพวกดุจแสงตะวันอุ่นในเหมันตฤดู สามารถมอบความอบอุ่นอันยากจะพรรณนาให้นางได้โดยไร้เหตุผล
เหล่าสหายร่วมสำนักแห่งสำนักหลิงเซียว ประมุขสำนัก รวมถึงอาจารย์ของนาง และผู้คนจากสำนักหลิงอิ่นที่ยืนอยู่ตรงหน้าในยามนี้ ล้วนเป็นเช่นนั้น
พวกเขาห่วงใยนางอย่างจริงใจและไม่ปิดบัง
แม้นางจะไม่เคยตอบแทนพวกเขามากนักก็ตาม...
หลังชะงักงันไปชั่วครู่ ไป๋อิงก็รู้สึกได้ถึงกระแสอุ่นสายหนึ่งเอ่อท้นในใจ มุมปากพลันยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยกมือขึ้นโอบกอดหลิงอวี่กลับเบา ๆ
