ไป๋อิงหันกลับไปมองเว่ยจี้เซียนจ่างที่ติดตามอยู่เบื้องหลัง
ก่อนหน้านี้เว่ยจี้เซียนจ่างปรากฏตัวที่ตระกูลเซี่ยและช่วยพูดแทนนาง ก็เพราะนางส่งกระแสเสียงไปเรียกเขามา
ยามนี้รอบด้านไร้ผู้คน นางสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ แล้วหยิบขวดหยกสีขาวพร่างออกมาจากอกเสื้อ เนื้อขวดใสกระจ่าง มองเห็นโอสถที่มีแสงอรุณเจ็ดสีไหลเวียนอยู่ภายในราง ๆ
ฝีมือการปรุงโอสถของไป๋อิงสูงส่งยิ่ง โอสถที่นางนำออกมานั้นเป็นโอสถระดับหกหนึ่งขวด
“ขอบคุณเซียนจ่างที่ช่วยเหลือในวันนี้” เสียงของนางดุจธารใสกระทบหิน พลางยื่นขวดหยกออกไป
เมื่อเว่ยจี้เซียนจ่างรับขวดหยกมา ดวงตาก็พลันสว่างวาบ ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
นี่คือโอสถระดับหกในตำนาน ‘โอสถรวมปราณเจ็ดอรุณ’ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญอย่างเขา ก็ยังยากจะได้มาสักเม็ดในรอบร้อยปี
แสงอรุณที่ไหลเวียนบนผิวโอสถสะท้อนใบหน้าของเขา เผยให้เห็นความตื่นตะลึงปนยินดีอย่างล้นเหลือ
“ผู้อาวุโสกล่าวเกินไปแล้ว! การได้ทำงานรับใช้ผู้อาวุโส นับเป็นวาสนาของข้าน้อย” เว่ยจี้รีบค้อมกายคารวะ เสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น
ไป๋อิงพยักหน้าเบา ๆ แสงจันทร์ทอดเงาจาง ๆ ลงบนใบหน้าด้านข้างอันงดงามของนาง
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เซียนจ่างทราบหรือไม่ว่าที่ใดมีสมบัติที่ช่วยหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณได้?”
แม้เศษเสี้ยวดวงวิญญาณของหวังเมี่ยวเมี่ยวจะถูกไป๋อิงเก็บไว้ในจี้หยกฟื้นฟู แต่จี้หยกฟื้นฟูไม่อาจหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณได้ ตอนนี้ไป๋อิงต้องการสมบัติที่สามารถหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณอย่างเร่งด่วน
เว่ยจี้เก็บขวดหยกไว้อย่างระมัดระวัง ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “เท่าที่ข้าน้อยทราบ ในจวนองค์ชายสามมีศิลาบำรุงวิญญาณโบราณอยู่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่...”
