เข็มเงินและอักขระโลหิตถักทอขึ้นกลางอากาศ กลายเป็นข่ายฟ้าตาข่ายดิน ค่อย ๆ บีบก้อนนูนที่กำลังดิ้นหนีอย่างบ้าคลั่งให้เข้าใกล้ตำแหน่งหัวใจขององค์ชายสาม
เปลวเทียนในตำหนักไหววูบทั้งที่ไร้ลม แสงเงาพร่างพรายทาบทับบนแขนเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ของไป๋อิง ดุจเซียนผู้ถูกเนรเทศลงสู่โลกมนุษย์
“จงหยุด!”
ไป๋อิงตวาดเสียงใส เข็มเงินในมือพลันแปรเป็นลำแสงสายหนึ่ง พุ่งเข้าสู่ร่างขององค์ชายสาม
ในเวลาเดียวกัน นางประสานมุทราด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางประหนึ่งกระบี่ ปลายนิ้วรวมแสงทองเจิดจ้าขึ้นจุดหนึ่ง ก่อนแตะลงตรงกลางก้อนนูนที่กำลังเต้นระรัวอย่างแม่นยำ
“อ๊าก!”
องค์ชายสามแอ่นตัวขึ้นฉับพลัน เสียงกรีดร้องแสนสาหัสดังออกมาจากลำคอ
เสียงนั้นไม่คล้ายเสียงมนุษย์แม้แต่น้อย กลับเหมือนเสียงคร่ำครวญเฮือกสุดท้ายของสัตว์ร้าย ร่างของเขากระตุกเกร็ง นิ้วทั้งสิบจิกผ้านวมไหมแน่นจนข้อนิ้วซีดเขียวเพราะออกแรงมากเกินไป
พระสนมกุ้ยกำผ้าเช็ดหน้าแน่น เล็บจิกเข้าฝ่ามือจนเลือดซิบแต่นางกลับไม่รู้สึกตัว
นางมองบุตรชายที่กำลังทุกข์ทรมาน น้ำตาพร่าเลือนสายตา ทว่ากลับอดกลั้นไม่กล้าส่งเสียงรบกวน
ทันใดนั้น องค์ชายสามก็ “อ้วก” พ่นเลือดดำขลับออกมาคำหนึ่ง ในกองเลือดมีสิ่งขนาดเท่าเมล็ดข้าวกำลังดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง ที่ประหลาดยิ่งกว่าคือรอบตัวสิ่งนั้นมีไอสีดำพันพัวเป็นเส้นสาย ร่ายรำกลางอากาศราวกับมีชีวิต
แววตาของไป๋อิงพลันเคร่งขรึม นางสะบัดกระดาษยันต์ชาดแผ่นหนึ่งออกจากแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว กระดาษยันต์ลอยขึ้นกลางอากาศทั้งที่ไร้ลม ก่อนห่อหุ้มแมลงประหลาดตัวนั้นไว้อย่างแม่นยำ ชวนให้ขนลุกยิ่งนัก แม้ถูกกระดาษยันต์ห่อไว้ แมลงก็ยังดิ้นรนอย่างรุนแรง ทั้งส่งเสียงแหลมแสบแก้วหู “จี๊ด ๆ” จนหนังศีรษะของผู้ฟังชาหนึบ
