“ตูม!”
เฒ่าประหลาดชื่อเลี่ยนกระแทกเข้ากับม่านค่ายกลไร้รูปร่างอย่างแรง เนื้อหนังบิดเบี้ยวจากแรงอัดจนดูน่าสยดสยอง
ดวงตาขุ่นมัวของเขาฉายแววตะลึงงัน ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เหนือศีรษะก็พลันแยกออก ปรากฏสายฟ้าสีม่วงทองเจิดจ้าบาดตา!
“เปรี้ยง!”
อัสนีบาตสายนั้นใหญ่เท่าถังน้ำ แฝงอานุภาพทำลายฟ้าดิน พุ่งทะลักลงมาจากเก้าชั้นฟ้า ชั่วพริบตาก็ผ่าผู้บำเพ็ญพิษขั้นหลอมสุญตาผู้เลื่องชื่อไปทั่วทวีปตงเซิ่งเสินโจวมาหลายพันปีจนสลายเป็นเถ้าธุลี!
แม้แต่ดวงจิตต้นกำเนิดที่เขาบำเพ็ญอย่างยากลำบากก็ยังหนีไม่พ้นแม้เศษเสี้ยว ก่อนจะมอดดับสิ้นในสายฟ้า
“ครืน ๆ!”
เสียงอัสนีคำรามกึกก้อง อานุภาพที่ยังหลงเหลือสั่นสะเทือนทั่วบริเวณ ภายในค่ายกลใหญ่ทั้งผืน สายฟ้าสีม่วงถักทอประสานกัน ส่องให้เห็นใบหน้าซีดเผือดราวกระดาษทีละใบ
ในชั่วขณะนี้ ทุกคนจึงตระหนักได้ว่า พวกเขาไม่ใช่นายพราน หากเป็นสัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในกรง!
“นี่...นี่มันค่ายกลอะไรกันแน่?” ผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพคนหนึ่งถามเสียงสั่น
“แม้แต่ผู้อาวุโสเลี่ยนยัง...” ใครบางคนถอยกรูด มรรคจิตแทบพังทลาย
ไป๋อิงยืนอยู่กลางจุดศูนย์กลางค่ายกล ชายแขนเสื้อสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวทั้งที่ไร้สายลม นางกวาดตามองเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ว่า ใบหน้าโลภละโมบของพวกเขาบัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัว
ก่อนหน้านี้ตอนคนเหล่านี้ล้อมนางไว้ พวกเขาโอหังเพียงใด? ตอนนี้กลับรู้จักกลัวขึ้นมาแล้วหรือ
“พวกท่านไม่ได้อยากชิงสมบัติหรือ?” ปลายนิ้วของนางลูบจานค่ายกลที่ลอยอยู่ น้ำเสียงเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งเร้นลับที่ก่อตัวมาหมื่นปี “เหตุใดถึงไม่ขยับแล้วเล่า?”
“นางมาร! อย่าได้กำเริบเสิบสาน!” จวินกระบี่ชิงหมิงพลันพุ่งตัวขึ้น กระบี่คู่ชีพ “ชางหมิง” แปรเป็นลำแสงสีเขียวยาวร้อยจั้ง แทงตรงหว่างคิ้วนาง “แหลกไปเสีย!”
