ในตอนนั้นเอง เสียงวิงวอนขอชีวิตที่เจือเสียงสะอื้นพลันดังขึ้นจากฝูงชน “ผู้อาวุโส โปรดไว้ชีวิตด้วย! ไว้ชีวิตข้าด้วย!”
เสียงนี้ฟังดูสะดุดหูเป็นพิเศษท่ามกลางความเงียบงัน เปี่ยมด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังอย่างไร้ที่สิ้นสุด คล้ายกำลังวิงวอนขอเศษเสี้ยวความหวังสุดท้ายจากชายชราผู้มีบรรยากาศราวเทพมาร
ชายชรากวาดตามองเหล่าผู้บำเพ็ญที่กำลังตื่นตระหนกตรงหน้า แววตาฉายความจนใจ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าก็บอกไปแล้ว หากพวกท่านไม่อยากสิ้นชีพ ก็รีบถอยไปเสีย”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยอยากลงมือสักเท่าไร
เมื่อได้ยินชายชรากล่าวเช่นนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญก็ราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตไว้ได้ ต่างรีบลุกขึ้นจากพื้นทั้งที่ยังตัวสั่น ขาของพวกเขาอ่อนแรง บางคนถึงกับยืนไม่มั่นคง ต้องพยุงกันและกันไว้ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร้อนรน มีเพียงความคิดเดียวคือต้องหนีออกจากสถานที่อันตรายแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
ทว่าในจังหวะที่พวกเขากำลังจะออกวิ่ง แสงสว่างพลันฉายวาบขึ้นตรงทางเข้าสถานที่ลับ เงาร่างสี่สายพุ่งทะยานเข้ามาดุจดาวตก
เมื่อฝูงชนเพ่งมองให้ชัด ก็พบว่าเป็นยอดฝีมือขั้นหลอมสุญตาสี่คนที่กำลังแผ่กลิ่นอายดุดัน
สถานที่ลับแห่งนี้มีข้อจำกัดพิเศษ อนุญาตให้ผู้บำเพ็ญที่อยู่ต่ำกว่าขั้นแปรเทพเข้าออกได้อย่างอิสระ ส่วนผู้ที่อยู่เหนือขั้นแปรเทพ หากคิดจะฝืนบุกเข้ามาก็ยากเย็นประหนึ่งปีนป่ายขึ้นสวรรค์ ยิ่งพลังบำเพ็ญสูง ความยากก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ด้วยเหตุนี้เอง คนทั้งสี่จึงมาถึงล่าช้าเช่นนี้
