ปลายนิ้วของไป๋อิงยังแตะอยู่บนสาบเสื้อของหวังฉี ทว่าทันทีที่เห็นใบหน้าของคนตรงหน้า นางก็พลันชะงักงัน
“หวังฉี...” เสียงของนางสั่นเครือ แทบไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง
ชายตรงหน้าสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าซูบซีดอิดโรย
เขาคือหวังฉี พี่ชายของหวังเมี่ยวเมี่ยว
หวังฉีเองก็ราวกับถูกฟ้าผ่า เขาเซถอยหลังไปครึ่งก้าว “ไป๋อิง? เจ้าไม่ได้...”
“เมี่ยวเมี่ยวช่วยข้าไว้” ดวงตาของไป๋อิงแดงก่ำ น้ำเสียงสะอื้นไห้ “แต่...นาง...”
เมื่อกล่าวถึงน้องสาว หวังฉีก็กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
แต่คำพูดต่อมาของไป๋อิงทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“ข้ารวบรวมเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของเมี่ยวเมี่ยวไว้แล้ว” ไป๋อิงเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้าจะหาทางทำให้นางฟื้นคืนชีพ”
“จริงหรือ?” หวังฉีคว้าต้นแขนนางไว้ ดวงตาเปล่งประกายวูบวาบ น้ำเสียงสั่นเทา “เมี่ยวเมี่ยวยัง...ยังกลับมาได้จริงหรือ...”
ไป๋อิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
หวังฉีพลันเงยหน้าขึ้น หอบหายใจเฮือกใหญ่ ราวกับต้องการระบายความโศกเศร้าที่อัดอั้นมาหลายปีออกมาให้หมด
เมื่อก้มหน้าลงอีกครั้ง ใบหน้าของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
“จริงสิ” ไป๋อิงถามอย่างร้อนใจ “คนอื่น ๆ ล่ะ? อาจารย์ของข้า...”
จนถึงตอนนี้ไป๋อิงก็ยังไม่อยากเชื่อว่าทุกคนล้วนตายไปแล้ว
“ยังมีชีวิตอยู่! ทุกคนยังมีชีวิตอยู่!” หวังฉีใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าอย่างแรง “เป็นศิษย์พี่มู่หรงที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน เขาใช้สมบัติล้ำค่าที่ได้มาจากสุสานกระบี่ปกป้องทุกคนไว้ เพียงแต่...” น้ำเสียงของเขาหม่นลง “ทุกคนบาดเจ็บสาหัส ศิษย์พี่มู่หรงยิ่ง...”
