หลี่ชิงเม้มปาก ก่อนเบือนสายตาหนี เขาพาดแขนข้างหนึ่งของเหอเซียงเฉินไว้บนไหล่ตัวเอง แล้วสอดมืออีกข้างเข้าใต้รักแร้ของอีกฝ่าย กัดฟันออกแรงพยุงเหอเซียงเฉินขึ้นจากพื้น
“เราไป... ไปจากตรงนี้ก่อน...”
อยู่ในห้องน้ำแล้วรู้สึกแปลก ๆ ชอบกล
เหอเซียงเฉินสูงถึงหนึ่งเมตรเก้าสิบ น้ำหนักย่อมไม่เบาอยู่แล้ว
ตอนนี้ร่างกายเขาไร้เรี่ยวแรง น้ำหนักเกือบทั้งหมดทิ้งลงบนตัวหลี่ชิง หลี่ชิงพยุงเขาเดินโซเซไปบนทางเดินได้ไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยจนหอบ เดินต่อไม่ไหวจริง ๆ
สุดท้ายหลี่ชิงก็พยุงต่อไม่ไหว ได้แต่พาเหอเซียงเฉินที่อยู่ในสภาพทุลักทุเลไปพิงผนังด้านนอกห้องน้ำ แล้วหอบหายใจเฮือกใหญ่
หลี่ชิงเริ่มร้อนใจขึ้นมา
แบบนี้ยังไม่สู้แบกขึ้นหลังไปเลย อย่างน้อยก็ออกแรงง่ายกว่า
หลังหายใจจนเป็นปกติ หลี่ชิงก็หันไปดูอาการของเหอเซียงเฉิน แล้วพบว่าคนคนนี้ยังมองเขาอยู่
หลี่ชิง: “……”
บางทีอาจเพราะเหอเซียงเฉินตรงหน้าดูอ่อนแอเป็นพิเศษ ไม่เหลือความดุดันเหมือนยามปกติ ทำให้หลี่ชิงกล้าขึ้นมานิดหน่อย
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็อดไม่ไหว เอ่ยถามเรื่องที่อัดอั้นมานานออกไป
“คุณเหอครับ เอ่อ... ผมอยากถามมานานแล้ว ทำไมคุณถึงชอบจ้องผมอยู่เรื่อยเลยครับ”
“...พูดจริงนะ มันทำให้รู้สึกกดดันอยู่เหมือนกัน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ปลายนิ้วของเหอเซียงเฉินก็สั่นไหว เขาเบือนหน้าไปเล็กน้อย ไม่มองหลี่ชิงอีก ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้แม้แต่การขยับง่าย ๆ เพียงเท่านี้ก็ยังยากลำบาก
“คิดไปเองทั้งนั้น ฉันไม่ได้มองนาย”
“……” หลี่ชิงถูกคำพูดนั้นทำเอาพูดไม่ออก
เขาอยากโต้กลับ แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสภาพป่วยกระเสาะกระแสะเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าการเอาเรื่องกับคนป่วยมันไม่ค่อยดีนัก
หลี่ชิงเบ้ปาก ไม่เซ้าซี้ถามเรื่องนี้ต่อ
