ฤดูร้อน แดดเปรี้ยงราวกับจะเผาทุกอย่างให้ละลาย
หลี่ชิงสวมหมวกนิรภัยสีเหลือง นั่งยอง ๆ อยู่ริมถนนในไซต์ก่อสร้าง ถือกล่องข้าวเร็ว ซวกข้าวเข้าปากเสียงดัง
เขาสวมเสื้อกล้ามสีขาว กางเกงช่างสีดำ เปื้อนฝุ่นและสีกระเซ็นเต็มตัว แขนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นมัด ๆ ล้วนมาจากการทำงานหนักล้วน ๆ ผิวสีน้ำผึ้งมีหยาดเหงื่อเกาะพราว เป็นประกายเมื่อต้องแสงแดด
เขากินเร็วมาก แก้มตุ่ยไปด้วยข้าว ท่าทางเอร็ดอร่อยสุด ๆ
คนงานลุงคนหนึ่งนั่งเรียงข้าง มองเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็พลอยรู้สึกเจริญอาหารไปด้วย
ลุงตักข้าวคำโตเข้าปาก เห็นหลี่ชิงไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย ก็ขำ
“พ่อหนุ่ม ดูอายุยังน้อย มาทำงานปิดเทอมเหรอ?”
ตอนนี้ก็เดือนเจ็ดแล้ว มีนักศึกษาไม่น้อยออกมาหางานทำ แต่ที่ยอมมาแบกอิฐในไซต์ก่อสร้างน่ะ น้อยจนแทบนับหัวได้
หลี่ชิงปากเต็มไปด้วยข้าว ได้ยินคำถามก็หันหน้ามาทั้งที่แก้มตุ่ย ดวงตาคู่หนึ่งขาวตัดกับดำชัดเจน เขาเคี้ยวข้าวจนละเอียดแล้วกลืนลงคอ ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ หางตาหยี ส่งแววจริงใจ
แล้วก็ชี้ตัวเอง “ลุง ผมยี่สิบแปดแล้วนะครับ ไม่ใช่นักศึกษา”
“ยี่สิบแปด?” ลุงอึ้งไป กวาดตามองหน้าเขาสองรอบ ร้องทักด้วยความแปลกใจ “โห ทำไมหน้าเด็กอย่างนี้ล่ะ บอกว่าเพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ ลุงยังเชื่อเลย!”
หลี่ชิงหัวเราะแหะ ๆ สองที ไม่ตอบต่อ ก้มหน้ากินต่อ
เขาได้ยินคำนี้บ่อย คนในหมู่บ้านชอบบอกว่าครอบครัวเขาหน้าเด็ก เป็นมรดกทางพันธุกรรม
พักเบรกสั้น ๆ หลังอาหารจบลง เสียงนกหวีดดัง หลี่ชิงสวมหมวกนิรภัยเรียบร้อย ลุกขึ้นเดินเข้าไซต์ก่อสร้างเป็นคนแรกอีกแล้ว เขาทำไร่ทำนาที่หมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก มีแรงและไม่เสียดายแรง ท่ามกลางแดดบ่ายที่ร้อนที่สุดก็ไม่มีท่าทีจะขี้เกียจเลยแม้แต่น้อย
หัวหน้าคนงานเป็นชายวัยสี่สิบกว่า สังเกตเห็นหนุ่มที่มาใหม่ได้ราวเดือนกว่านี้มานานแล้ว
ตกเย็นตอนจ่ายค่าแรง หัวหน้าจ่ายเงินให้หลี่ชิง ทั้งยังกำชับเป็นพิเศษอีกสองประโยค “เสี่ยวหลี่ นายน่ะหุ่นดีและขยันจริง เนื้อดีแท้ ๆ แต่ในเมืองหลวงนี่ มีแต่แรงยังไม่พอ ต้องรู้ทันคน อย่าให้ใครหลอกเอา”
หลี่ชิงรับเงินมานับทีละแบงก์อย่างละเอียด ใส่กระเป๋าเสื้อ ยิ้มซื่อ ๆ “รู้แล้วครับ ขอบคุณหัวหน้าหวัง”
ระหว่างเดินกลับหอพัก ฟ้ามืดสนิทแล้ว
หลี่ชิงถือหมวกนิรภัยไว้ในมือ เงยหน้ามองไปรอบ ๆ อดไม่ได้
ตึกรายล้อม มีป้ายโฆษณาจอยักษ์เต็มไปหมด เครื่องบินบินผ่านเป็นครั้งคราว หน้าต่างนับไม่ถ้วนสว่างไสวด้วยแสงไฟ รวมกันเป็นดั่งคลองช้างเผือก
เขามาเมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ก็ยังตื่นตะลึงกับภาพนี้
ตึกที่สูงที่สุดในอำเภอชนบทของเขาก็แค่สิบกว่าชั้น เทียบกับที่นี่แล้วเหมือนเชิงดินเล็ก ๆ ไม่แปลกที่ใคร ๆ ต่างดิ้นรนอยากมาเมืองหลวงดูสักครั้ง ที่นี่… มันต่างกันจริง ๆ
หลี่ชิงกำลังรู้สึกทึ่ง เดินผ่านร้านบะหมี่แห่งหนึ่ง กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูคละเคล้ากลิ่นหอมของหอมเจียวลอยมาแตะจมูก
เท้าของเขาชะงักทันที
“ครอกคราก…”
ท้องร้องดัง
ที่ไซต์ก่อสร้างมีที่พักและอาหารให้ มื้อเย็นเขากินมาแล้ว แต่ทำงานหนักมาตลอดวัน ร่ายกายใช้พลังงานมาก บวกกับเขากินจุตั้งแต่ไหนแต่ไร ข้าวกล่องมื้อเดียวไม่เคยอิ่มท้องเขาเลย
หลี่ชิงลูบท้อง สายตาจ้องเขม็งไปที่ร้านบะหมี่
ลังเลอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็แพ้ไอ้ตัวจี๊ดในท้อง เดินก้าวเข้าไปในร้านหนึ่งก้าว
“เถ้าแก่ ขอบะหมี่หนึ่งชาม!”
“จะทานอะไรดี?” เถ้าแก่ตอบกลับ
หลี่ชิงเงยคอมองเมนูบนผนัง สายตากวาดจากบนลงล่าง เห็นราคาที่มักจะขึ้นต้นด้วยเลขสอง ก็สะดุ้งในใจ
โคตรแพงเลย
เขาบ่นในใจ สุดท้ายก็ชี้ไปที่บรรทัดเล็ก ๆ ตรงมุมสุด “เอาอันนั้น บะหมี่น้ำใส”
นี่คือบะหมี่ที่ถูกที่สุดในร้าน แต่ถึงจะถูกที่สุดก็ยังชามละสิบแปดหยวน
หลี่ชิงใจจะขาด
บะหมี่ยกมาเสิร์ฟเร็วมาก น้ำใส ๆ มีใบเขียว ๆ ลอยอยู่สองสามใบ หลี่ชิงเลียริมฝีปาก ไม่สนแล้ว จับตะเกียบขึ้นมากินทันที
กินไปกินมา เขารู้สึกว่าข้างตัวมีเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนแรกก็แค่ทะเลาะเงียบ ๆ ไม่นานเสียงก็ดังขึ้นมาก
“บ้าไปแล้วเหรอ?!”
เสียงตวาดดังสนั่นข้างหู ทำเอาหลี่ชิงสะดุ้ง บะหมี่คาปากอยู่ครึ่งเส้น ตกใจหันไปมอง
โต๊ะติดกัน มีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ ดูจากฟีโรโมนแล้วเป็นเบต้าทั้งคู่ จากการแต่งตัวน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแถวนี้
เบต้าใส่แว่นคนหนึ่งยืนขึ้นแล้ว เสียงตวาดเมื่อกี้ก็มาจากเขา
ส่วนเบต้าที่นั่งตรงข้าม หน้าตาดีไม่เบา ผิวพรรณขาวสะอาด ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใคร โดนตวาดแล้วก็ยอมไม่ได้ เอามือตบโต๊ะลุกขึ้นยืนบ้าง
“ฉันแค่ไปทำงาน ไม่ได้ไปขายตัว นายต้องตื่นตูมขนาดนี้เลยหรือไง!”
ชายแว่นโกรธจนตัวสั่น “ใครห้ามนายทำงาน แต่ที่ ๆ นายจะไปน่ะมันอะไรกันแน่ แล้วเจอคนแบบไหน นายไม่รู้เลยหรือไง?!”
“ฉันรู้!” หนุ่มหน้าตาดีตะโกนกลับ “แต่ตอนนี้เราต้องการเงิน! แล้วฉันก็แค่ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ ยกจาน ไม่ได้ทำอย่างอื่น!”
“พนักงานเสิร์ฟ? นายคิดว่าเขาให้นามบัตรนายไป เพื่อให้นายไปเป็นพนักงานเสิร์ฟงั้นเหรอ?!”
ทั้งสองทะเลาะกันจนหน้าดำหน้าแดง ลูกค้าทั้งร้านพากันจ้องมอง
หลี่ชิงค่อย ๆ ดูดเส้นบะหมี่เงียบ ๆ อุ้มชามใบโตของตัวเอง ขยับหลบไปที่มุมอย่างระแวดระวัง กลัวจะโดนลูกหลง
ฟังไปอีกพัก หลี่ชิงก็พอจะเข้าใจ
ทั้งสองเป็นนักศึกษาจริง ๆ แถมยังเป็นคู่รักกัน ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ขาดเงิน เบต้าหน้าตาดีเลยได้งานพาร์ตไทม์ค่าแรงสูง แต่ที่ทำงานน่าจะซับซ้อนหน่อย เบต้าแว่นไม่เห็นด้วย ทั้งคู่ก็เลยระเบิด
“เลิก!!”
ทะเลาะกันถึงที่สุด หนุ่มแว่นทิ้งคำพูดสุดท้าย แล้วสะพายเป้ เดินออกจากร้านไปโดยไม่หันกลับมามอง
เบต้าที่ถูกทิ้งไว้ ยืนนิ่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียวครู่ใหญ่
หลี่ชิงเห็นในมือเขากำการ์ดใบเล็ก ๆ ไว้ ขยี้ไปมา สุดท้ายก็ยกมือขึ้นปาดตาแรง ๆ โยนการ์ดใบทิ้ง หันหลังเดินออกไป
หลังจากทั้งสองไปแล้ว เถ้าแก่ร้านและพนักงานเสิร์ฟต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่
พนักงานเดินไปเก็บโต๊ะ ผ้าสะบัดไปบนโต๊ะ การ์ดใบเล็กที่ถูกทิ้งไว้ก็ปลิวมาหย่อนลงตรงเท้าหลี่ชิง
หลี่ชิงก้มดู ชะงักนิดหนึ่ง ก้มตัวเก็บขึ้นมา
การ์ดหนักมือเล็กน้อย เนื้อดีใช้ได้
ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน ปั๊มทอง เป็นรูปมงกุฎ
เขาพลิกไปดูหลัง
【สโมสรเซิ่งซิน】
ตัวอักษรหวัดหรูหางมังกรสี่ตัว ข้างล่างมีหมายเลขโทรศัพท์ปั๊มทองอีกชุด
ปลายนิ้วเย็น ๆ ผิวการ์ดมีเนื้อหยาบนิด ๆ หลี่ชิงไม่รู้เรื่องวัสดุทำนองนี้ รู้แต่ว่าการ์ดใบนี้ดูหรูหราดี
น่าจะมีราคาอยู่นะ?
ทิ้งไปก็น่าเสียดาย
หลี่ชิงคิดอยู่ ไม่ได้สนใจความหมายของตัวอักษรสี่ตัวนั้นมากนัก ยัดการ์ดใส่กระเป๋ากางเกงไปตามเรื่อง
แล้วยกชามบะหมี่ขึ้น ซดน้ำแกงจนเกลี้ยง เปล่งเสียงอย่างพึงพอใจ
สิบแปดหยวนเลยนะ เสียไม่ได้
ปาดปาก ลุกไปจ่ายเงิน หยิบหมวกนิรภัย เดินรวมเข้าไปในกระแสผู้คนยามค่ำคืนของเมืองหลวง