ไม่ไกลนัก มีเงาร่างหนึ่งกำลังเหยียบอากาศลอยเข้ามา
เป็นชายชราผมขาวโพลน
รูปร่างของเขาตรงสง่าดุจต้นสน ฝีเท้ามั่นคงหนักแน่น
ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไป ใต้ฝ่าเท้าจะปรากฏระลอกคลื่นพลังวิญญาณจาง ๆ
ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายไม่ธรรมดาออกมา
“เหยียบอากาศเดินมาได้!”
“นี่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกหรือ?”
ซูอวี้เผยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
เมืองไป๋เหอมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยยุทธ์ไป๋เหอ เธอรู้จักผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงทุกคนในเมืองไป๋เหอเป็นอย่างดี
แต่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในเมืองไป๋เหอมีผู้แข็งแกร่งขั้นหกอยู่ด้วย
สายตาของซูอวี้จับจ้องใบหน้าชายชรา
ใบหน้านั้นดูชราภาพ มีร่องรอยแห่งกาลเวลาปรากฏอยู่เต็มไปหมด
ทว่ารูปเค้าระหว่างคิ้วและดวงตากลับให้ความรู้สึกคุ้นเคย
เธอรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าชายชราคนนี้ดูคุ้นตา ราวกับเคยพบที่ไหนมาก่อน
“ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว”
“มีผู้อาวุโสท่านนี้อยู่ตรงนี้ ฉันก็น่าจะมีโอกาสหนีไปได้”
ซูอวี้ถอนหายใจออกมา แล้วเลิกคิดเรื่องนั้น
จากนั้นก็เตรียมหนีออกจากที่นี่
“อธิการบดีซู?”
“เธออยู่ที่นี่ด้วยหรือ”
เจียงเทียนเองก็สังเกตเห็นซูอวี้
เขาย่อมจำอธิการบดีมหาวิทยาลัยยุทธ์ไป๋เหอคนนี้ได้
ตอนที่เธอเพิ่งย้ายมาประจำมหาวิทยาลัยยุทธ์ไป๋เหอ เธอยังอุตส่าห์มาปลอบขวัญเจ้าหน้าที่เก่าแก่อย่างเขาเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนั้น
เจียงเทียนมองกิ้งก่ามังกรเพลิงชาด ดวงตาฉายแววสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าสัตว์ร้ายขั้นหกตัวนี้จะรับปราณกระบี่ของเขาได้สักครั้งหรือเปล่า
คิดได้ดังนั้น
เขาก็ยกมือขวาขึ้น ดีดนิ้วออกไป
