ขณะนั้น
ทางตอนใต้ของเมืองตงไห่
ท้องฟ้ามืดครึ้มราวเหล็กกล้า
สัตว์ยักษ์ร่างมหึมาตัวหนึ่งกำลังบินวนอยู่กลางอากาศ
ปีกของมันกางออกกว้างกว่า 30 เมตร
ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนสีเขียวอมดำ ขอบขนเป็นประกายวาววับราวโลหะ
ทุกครั้งที่กระพือปีก ประกายสายฟ้าสีน้ำเงินเข้มก็แล่นวูบวาบอยู่รอบตัว
เผิงอัสนีปีกคราม
สัตว์ร้ายบินได้ขั้นเจ็ดช่วงกลาง
มันอ้าปากแหลม ส่งเสียงร้องแหลมบาดหู
สายฟ้าขนาดมหึมาฟาดลงมาจากท้องฟ้า
ตูม!
อาคารสูง 20 ชั้นถูกฟาดเข้าอย่างจังจนขาดครึ่ง
กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กเปราะราวกระดาษต่อหน้าสายฟ้า
อาคารพังถล่มครืน ฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มฟ้า
เศษหินปลิวว่อน กระแทกใส่ผู้คนที่กำลังแตกตื่นวิ่งหนีบนถนน
“รีบหนีเร็ว!”
“หนีเร็วเข้า!”
เสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง และเสียงขอความช่วยเหลือประสานกันระงม
ถนนหนทางโกลาหลไปหมด
ผู้คนแตกฮือวิ่งหนีราวฝูงมดที่ตื่นตกใจ
แต่ก็ยังมีคนไม่น้อยถูกซากอาคารที่ถล่มลงมาทับฝัง
บางคนถูกเศษหินที่กระเด็นมาชนจนล้มลงจมกองเลือด
เผิงอัสนีปีกครามเงยหน้าส่งเสียงคำรามยาว ราวกับกำลังระบายโทสะ
มันกระพือปีกอีกครั้ง สายฟ้าฟาดลงมาอีกสาย
ครืน!
อาคารอีกหลังพังถล่มลงท่ามกลางสายฟ้า
ควันหนาทึบลอยคลุ้ง เปลวไฟลุกโชนสูงเสียดฟ้า
ในเวลาเดียวกัน
ชั้นสามของกองตรวจการณ์เมือง
ภายในห้องทำงานของอู๋กัง
จอฉายภาพกินพื้นที่เต็มผนัง
ภาพความเสียหายอันน่าสะพรึงกลัวที่เผิงอัสนีปีกครามก่อขึ้นถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
เปลวไฟลุกโชน ควันดำพลุ่งพล่านอยู่ในภาพ
ถนนหนทางเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ท่ามกลางซากกำแพงและเศษอิฐ ยังมองเห็นร่างผู้คนทอดกายอยู่
“จุ๊ ๆ...”
“นี่น่ะหรือพลังของสัตว์ร้ายขั้นเจ็ดช่วงกลาง?”
