กาลเวลาสูญสิ้น
อาณาเขตไร้เสียงแผ่ขยายออกไป ทุกสิ่งในรัศมีสิบเมตรเชื่องช้าลง
เปลวไฟแข็งค้างกลางอากาศ เศษหินหยุดนิ่ง แม้แต่สีหน้าของเฉินเฟิงก็ยังชะงักค้าง
หมัดเพลิงของเขาหยุดอยู่ตรงหน้าใบหน้าขวงเถี่ย ห่างจากปลายจมูกเพียงสามชุ่น
“บ้าฉิบ… ขยับไม่ได้…” เฉินเฟิงกัดฟันแน่น ดิ้นรนสุดแรงจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผาก ทว่าร่างกายกลับราวกับจมอยู่ในโคลนตม ไม่ยอมทำตามคำสั่งแม้แต่น้อย
ยิ่งก่อนหน้านี้เขาใช้ระเบิดเพลิงติดต่อกันถึงสามครั้ง พลังงานในร่างก็แทบหมดเกลี้ยง ไม่อาจจุดระเบิดอากาศจากภายนอกเพื่อทำลายอาณาเขตนี้ได้อีกแล้ว…
อังเฌไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พักหายใจ
เขาใช้ก้าววูบมาปรากฏตรงหน้าเฉินเฟิง มือถือดาบยาว กระโดดสูงขึ้น ใบดาบสะท้อนแสงไฟ ก่อนฟันลงใส่ศีรษะของเฉินเฟิง
“เฉินเฟิง วันตายของแกมาถึงแล้ว”
รูม่านตาของเฉินเฟิงหดเล็กลง เวลาในขณะนั้นยืดยาวอย่างไร้ที่สิ้นสุด
จะตายแล้วหรือ… ฉันไม่ยอม… ฉันเพิ่งอายุ 26 เอง แถมยังมีพลังลำดับที่แข็งแกร่งขนาดนี้… กองรถกีบเหล็กก็เป็นสิ่งที่ฉันอุตส่าห์สร้างขึ้นมาด้วยสองมือ จะจบลงแค่นี้จริง ๆ หรือ?
น้องสาว… พี่ขอโทษที่ปกป้องเธอต่อไปไม่ได้แล้ว… พี่ไม่ไหวแล้ว…
ขณะที่คมดาบห่างจากเขาไม่ถึงครึ่งฉื่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกะทันหัน
“หัวหน้าทีม โปรดไว้หัวเขาใต้คมดาบด้วย”
ข้อมือของอังเฌเอียงออก คมดาบเฉียดใบหูของเฉินเฟิง ฟันเส้นผมเขาร่วงไปกระจุกหนึ่ง ก่อนปักลงบนพื้น
“หลินเย่?” อังเฌขมวดคิ้ว หันไปมองต้นเสียง
หลินเย่เดินเอื่อย ๆ เข้ามา มือหมุนหุบเหวโลหิตเล่น มุมปากมีรอยยิ้มแต้มอยู่
“คนนี้ฉันขอ”
“นายจะเอาตัวเขาไป?” อังเฌยังไม่ลดดาบ แต่ก็ไม่ได้กำด้ามแน่นขึ้น “หมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความตามนั้น” หลินเย่เดินไปหยุดตรงหน้าเฉินเฟิง แล้วก้มมองเขา “ฆ่าทิ้งก็เปล่าประโยชน์ เก็บไว้เป็นหมารับใช้ ยังช่วยกองรถได้มาก”
