เมื่อรถออกตัวอีกครั้ง เหลียงซูถีถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเสื้อผ้าของเธอกับเขาต่างก็เป็นเสื้อโค้ตกันลม
แต่เดิมเสื้อโค้ตกันลมก็มีรูปทรงและสีสันคล้าย ๆ กันอยู่แล้ว
มองเผิน ๆ จึงดูราวกับใส่เสื้อคู่กัน
ความบังเอิญสารพัดทำให้เหลียงซูถีอดจินตนาการเพ้อฝันไม่ได้ พอตั้งสติได้ เธอก็แอบบ่นตัวเองในใจว่าเหตุใดถึงเพ้อเจ้อเหมือนมุกของพวกหนุ่มขี้แพ้ในอินเทอร์เน็ต
“วันนี้ขึ้นรถเมล์ ไหล่ไปชนกับผู้หญิงคนหนึ่งแวบเดียว ตอนนั้นผมถึงกับคิดชื่อของลูกเราไว้เรียบร้อยแล้ว”
เมื่อทุกคนมาครบ หลัวซังจึงดึงทุกคนเข้ากลุ่มเดียวกัน แล้วบอกให้เปลี่ยนชื่อที่แสดงในกลุ่ม
ในกลุ่มมีทั้งหมด 6 คน ชาย 3 หญิง 3
เหลียงซูถีดูรูปประจำตัวของแต่ละคน แล้วก็จับคู่ได้อย่างรวดเร็วว่าใครเป็นใคร
คนขับรถชื่อหลัวซัง เป็นหนุ่มชาวคังปา ส่วนหญิงสาวที่นั่งข้างคนขับชื่อซ่างกวนซี เธอออกมาเที่ยวคนเดียวเช่นกัน
คู่รักที่นั่งแถวแรกของเบาะหลังใช้รูปประจำตัวคู่กัน ฝ่ายชายชื่อซ่งซาน ฝ่ายหญิงชื่อถังเข่อ ทั้งคู่เป็นคนเฉิงตู
ส่วนแถวหลังสุดก็คือพวกเขาสองคน
เหลียงซูถีกดเปิดรูปวิวทะเล แล้วเห็นชื่อของเขา เฉิงชิงอวี่
เฉิงชิงอวี่
เป็นเฉิง ไม่ใช่เฉิน แสดงว่าเธอเดาถูกแล้ว
ชื่อสามพยางค์นี้มีสองพยางค์ที่ออกเสียงนาสิกท้ายแบบเดียวกัน
เธอเกิดทางตะวันตกเฉียงเหนือ ต่อให้พูดภาษาจีนกลางได้คล่อง แต่บางครั้งก็ยังออกเสียงพยางค์นาสิกหน้ากับนาสิกท้ายไม่ชัดเจน
ขณะที่เหลียงซูถีกำลังท่องชื่อเฉิงชิงอวี่ในใจเพื่อจำวิธีออกเสียงให้ถูกต้อง ถังเข่อที่นั่งแถวหน้าก็หันกลับมาอีกครั้งแล้วพูดว่า
“ชื่อของพวกคุณเพราะจังเลย เฉิงชิงอวี่ เหลียงซูถีใช่ไหม?”
“เป็นอักษรที่อ่านได้หลายเสียงค่ะ อ่านว่า ‘ซื่อ’ ก็ได้ ‘ถี’ ก็ได้ แต่ชื่อของฉันใช้เสียง ‘ถี’ ซึ่งมีความหมายด้วย”
เหลียงซูถีอธิบายอย่างอดทน
พอถังเข่อฟังจบก็ยกมือแตะไหล่ซ่งซานแล้วพูดว่า
“พี่ซาน ต่อไปลูกของเราก็ต้องมีชื่อสามพยางค์ แถมต้องเพราะแบบนี้ด้วยนะ”
ซ่งซานยิ้มขณะตอบว่า
“ขอแค่แจ้งทะเบียนบ้านได้ ต่อให้ไม่ใช่สามพยางค์ เธอจะตั้งสี่ห้าพยางค์ก็ได้ทั้งนั้น”
ตอนนั้นเอง หลัวซังก็เรียกให้ทุกคนนั่งประจำที่ คาดเข็มขัดนิรภัย เตรียมออกเดินทาง
ดูเหมือนหลัวซังจะไม่ได้ตั้งใจสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นในรถตอนนี้ ตรงกันข้าม เขาคำนึงว่าพวกเธอหลายคนเพิ่งเข้าทิเบตเป็นครั้งแรก อารมณ์จึงไม่ควรตื่นเต้นเกินไป เลยปล่อยให้แต่ละคนทำสิ่งที่อยากทำ อยากนอนก็นอน ไม่ได้ฝืนหาเรื่องมาชวนคุยให้ทุกคนต้องฝืนสนทนากัน
บรรยากาศที่เพิ่งผ่อนคลายลงเล็กน้อยพลันเย็นชืดไปบ้างเมื่อรถออกตัว
แต่โดยรวมแล้ว คนที่รู้สึกว่าบรรยากาศเย็นลงมีเพียงคนแถวหลังสุดเท่านั้น
เมื่อเห็นสถานที่แปลกใหม่ ซ่างกวนซีที่นั่งข้างคนขับก็ถามหลัวซัง ซึ่งเขาก็ตอบทุกคำถาม
ซ่งซานกับถังเข่อเป็นคู่รักกัน แถมยังสนิทสนมกันมาก ทั้งคู่คุยกระซิบกระซาบกันไม่หยุด
เมื่อเทียบกันแล้ว เหลียงซูถีกับเฉิงชิงอวี่ดูห่างเหินกันอยู่บ้าง
เหลียงซูถีเหลือบเห็นว่าเฉิงชิงอวี่ปิดตาพักผ่อนไปแล้ว ดูท่าเขาคงไม่มีความคิดจะชวนเธอคุย เธอจึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
เธอมองวิวข้างทางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความง่วงจะเริ่มเข้าครอบงำสมอง กำลังคิดว่าจะหลับตาพักสักงีบดีไหม เผื่อจะช่วยกลบเกลื่อนความอึดอัดจากความห่างเหินนี้ได้ รถก็จอดลงอีกครั้ง
ที่แท้พวกเขาออกจากเมืองแล้วกำลังจะขึ้นทางด่วน ทุกคนต้องลงจากรถเพื่อตรวจบัตรประจำตัว
ตำแหน่งที่เหลียงซูถีนั่งทำให้เธอต้องลงจากรถเป็นคนสุดท้าย รถตู้ธุรกิจจีแอลแปดสูงกว่ารถเก๋งทั่วไปอยู่หน่อยหนึ่ง
ความสูงแค่นี้เดิมทีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เฉิงชิงอวี่ซึ่งลงจากรถไปก่อนเธอกลับหันมาแล้วยื่นแขนให้
เหลียงซูถีชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ยื่นมือไปจับ เธอก้าวลงจากรถเอง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวกับเขาว่า
“ขอบคุณค่ะ”
เฉิงชิงอวี่ชักแขนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า
“ไปกันเถอะ ไปต่อแถว”
ตรวจเอกสารเสร็จแล้ว ทุกคนก็กลับขึ้นรถอีกครั้ง
จุดหมายแรกคือแหล่งท่องเที่ยวปาซงชั่ว ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร
ระหว่างทางมีทั้งจุดตรวจและการจำกัดความเร็ว พอไปถึงแหล่งท่องเที่ยวปาซงชั่วก็เลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว
ที่ลานจอดรถของปาซงชั่ว หลัวซังเสนอให้ทุกคนกินข้าวด้วยกัน จะได้กระชับความสัมพันธ์และทำความคุ้นเคยกัน
กินเสร็จแล้วค่อยไปเที่ยวชมสถานที่ด้วยกัน
ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน มีเพียงเหลียงซูถีที่กล่าวอย่างเกรงใจว่า
“ขอโทษนะคะ ฉันมีเพื่อนอยู่ที่ปาซงชั่ว นัดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว มื้อนี้คงกินกับทุกคนไม่ได้ค่ะ”
แม้เธอจะแจ้งบริษัททัวร์ไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อแสงแดดส่องบนใบหน้าของหลัวซัง เขาก็ยังยิ้มอย่างฝืน ๆ เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด
“คุณเหลียง ในเมื่อเป็นเพื่อนของคุณ ก็ชวนมาทานด้วยกันสิครับ”
เหลียงซูถีเข้าใจเจตนาดีของหลัวซัง หากคนแปลกหน้าที่เดินทางมาด้วยกันไม่อาจผูกมิตรต่อกันได้ตั้งแต่แรก
เมื่อพลาดโอกาสใกล้ชิดพูดคุยกันในช่วงแรก เหลียงซูถีก็อาจกลายเป็นคนที่ถูกกลุ่มเมินได้ง่าย
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคิดจะปฏิเสธ เพราะเธอไม่ได้เจอจ้าวซินหรานมาหนึ่งปีแล้ว
ช่วงเวลาที่ได้พบเพื่อนเก่าหลังจากไม่ได้เจอกันนานนั้นมีเพียงน้อยนิด การพบกันของเพื่อนสนิทไม่ควรต้องแบ่งพื้นที่ให้การเข้าสังคมกับคนแปลกหน้าอีก
“หลัวซัง ขอบคุณนะคะ ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ฉันไปกับเพื่อนก็พอ”
“งั้นพวกเรากินเสร็จแล้วรอคุณ แล้วค่อยเข้าไปเที่ยวด้วยกันไหมครับ?”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพวกคุณกินเสร็จแล้วก็เข้าไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอ เดี๋ยวพวกเราตามเข้าไปทีหลังค่ะ”
หลัวซังยังคงหวังให้ทุกคนไปด้วยกัน
“ที่จริงเราเข้าไปพร้อมกัน...”
“หลัวซัง รีบพาพวกเราไปกินข้าวเถอะ หิวจะตายอยู่แล้ว เขาบอกแล้วว่าไม่ไปด้วยกัน ก็อย่าพูดมากชวนต่อเลย”
ซ่างกวนซีซึ่งเดิมทีนั่งมองอยู่เฉย ๆ พลันแทรกขึ้นมา ตัดบทการยื้อยุดของหลัวซังกับเหลียงซูถี
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลัวซังก็ยอมแพ้ แล้วหันไปบอกคนอื่น ๆ ว่า
“งั้นไปกันเถอะ ผมจะพาไปกินหม้อไฟเนื้อจามรี”
เหลียงซูถีมองตามแผ่นหลังของพวกเขาที่เดินจากไป รู้ว่าการกระทำตั้งแต่แรกของตัวเองดูไม่เข้าพวกเพียงใด แต่เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้
ซ่างกวนซีที่เดิมเดินเคียงข้างหลัวซังพลันหยุดฝีเท้า หันกลับไปหาเฉิงชิงอวี่ แล้วยิ้มพลางชวนเขาคุย
หลังเห็นภาพนั้น เหลียงซูถีก็หันกลับไปมองทางเข้าลานจอดรถ รอจ้าวซินหราน
แทบจะในวินาทีถัดมา เหลียงซูถีก็เห็นรถสีขาวคันหนึ่งแล่นออกมาจากทางแยกไม่ไกล ฝุ่นและควันฟุ้งตามล้อรถ ก่อนจะตรงเข้ามาในลานจอดรถ
ส่วนกลุ่มคนที่เดินจากไปอีกทาง ซ่างกวนซีก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมเกินไปนัก เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มที่ทำให้คนต้องเหลียวมองคนนี้ เธอเพียงถามเรื่องทั่วไปอย่างวางตัวสุภาพ
“ตอนอยู่บนรถ ฉันได้ยินคุณเหลียงเรียกคุณว่าคุณหมอเฉิง งั้นคุณก็เป็นหมอเหมือนกันเหรอคะ?”
คำว่า “เหมือนกัน” เพียงคำเดียวกลับบอกอะไรได้ไม่น้อย
เฉิงชิงอวี่ไม่ใช่คนที่ยึดติดกับการเที่ยวคนเดียวอย่างสิ้นเชิง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่จำเป็นต้องสมัครทัวร์กลุ่มเล็กเพื่อมาเที่ยว
ดังนั้นเมื่อซ่างกวนซีถาม เขาจึงตอบกลับอย่างสุภาพและเหมาะสม
ร้านอาหารแถวลานจอดรถมีอยู่เพียงสามสี่ร้าน เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง
หลัวซังเรียกทุกคนให้เข้าไปในร้าน ส่วนเฉิงชิงอวี่ซึ่งเดินรั้งท้าย ก่อนเข้าไปยังหันกลับมามองเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา
เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังกอดเหลียงซูถีอย่างสนิทสนมอยู่ข้างรถเก๋งสีขาว
