โรงแรมอยู่ใกล้พระราชวังโปตาลา คนขับรถจงใจพาเหลียงซูถีอ้อมผ่านพระราชวังโปตาลา เพื่อให้เธอมีเวลาถ่ายรูปและบันทึกวิดีโออย่างเต็มที่
ในเมื่อมาถึงลาซาแล้ว เธอก็ไม่รีบร้อนอีกต่อไป
ครั้งนี้เธอลางานมาได้หลายวัน ไม่ได้เที่ยวแบบตะลุยเก็บสถานที่ จึงตั้งใจว่าหลังกลับจากหลินจือ ค่อยหาเวลาเดินเที่ยวในเมืองลาซาให้เต็มที่
ในคู่มือเที่ยวทิเบตเขียนไว้ว่าวันแรกที่มาถึงลาซา อย่าเพิ่งรีบอาบน้ำสระผม ไม่อย่างนั้นอาจเป็นหวัดหรือปอดบวมได้
เธอไม่ได้ดื้อรั้นถึงขนาดนั้น รอพรุ่งนี้ไปถึงหลินจือแล้วค่อยอาบน้ำในที่ที่ระดับความสูงต่ำกว่าก็ได้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เหลียงซูถีกินอาหารเช้าเสร็จปุ๊บ ก็ได้รับสายจากไกด์ซือทันที
หลังเช็กเอาต์ เธอเพิ่งลากกระเป๋าออกมาถึงหน้าโรงแรม รถบูอิกจีแอล8 สีดำเจ็ดที่นั่งก็จอดลงตรงประตูพอดี
เหลียงซูถียังไม่ทันได้เห็นป้ายทะเบียนชัด ๆ ประตูฝั่งคนขับก็เปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งกระโดดลงมา เขาสวมเสื้อกันลมสีน้ำเงิน มีผ้าพันคอคล้องคอ ผิวคล้ำ
“คุณเหลียงซูถีใช่ไหมครับ ผมหลัวซัง คนที่เพิ่งโทรหาคุณ”
หลังยืนยันตัวตนกันเรียบร้อย หลัวซังก็ลากกระเป๋าเธอไปเก็บท้ายรถ แล้วบอกให้ขึ้นรถก่อน
บนเบาะข้างคนขับมีผู้หญิงนั่งอยู่แล้ว เหลียงซูถีเปิดประตูรถ เห็นว่าที่นั่งแถวแรกของเบาะหลังมีคนนั่งอยู่สองคน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
เธอมองแวบเดียวก็เห็นว่าทั้งคู่สวมเสื้อคลุมสีเขียวเหมือนกัน เป็นชุดคู่รักอย่างเห็นได้ชัด
ทุกคนโบกมือทักทายและขยับให้เหลียงซูถีเดินผ่านไปนั่งด้านหลัง
หลังจากหลัวซังเก็บกระเป๋าให้เหลียงซูถีเรียบร้อย ก็กลับไปนั่งตำแหน่งคนขับ พลางคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาบอกคนด้านหลังว่า
“ต่อไปเราจะแวะรับผู้โดยสารคนสุดท้าย จากนั้นก็ออกเดินทางไปหลินจือกันได้เลยครับ”
ทริปที่เหลียงซูถีจองครั้งนี้ไม่ใช่ทัวร์รถบัสแบบทั่วไป แต่เป็นทริปรถกลุ่มเล็กแบบพรีเมียม คนขับทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วย เที่ยวได้อย่างอิสระสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งตามกำหนดการ แถมยังได้พบปะผู้คนด้วย
รถวิ่งไปได้เพียงห้านาทีก็จอดหน้าโรงแรมอีกแห่ง เหลียงซูถีเหลือบมองชื่อโรงแรม—โรงแรมเดอะเซนต์รีจิส ลาซา ในใจก็ผุดคำภาษาอังกฤษคำหนึ่งขึ้นมา respect
ขณะที่กำลังเตรียมชมโฉมเศรษฐีคนนั้น สายวิดีโอคอลจากจ้าวซินหรานก็โทรเข้ามา
เหลียงซูถีหยิบหูฟังบลูทูธออกมา เชื่อมต่อแล้วกดรับสาย
พอภาพปรากฏ จ้าวซินหรานก็ยังสวมชุดนอนลายการ์ตูนหนา ๆ นอนอยู่บนเตียง
“ออกจากลาซาหรือยัง?”
“กำลังจะออกแล้ว เธอยังไม่ตื่นอีกเหรอ เช้านี้ไม่มีเรียนหรือไง?”
“วันนี้ฉันเลื่อนคลาสทั้งหมดเพื่อเธอเลยนะ”
“ฮะ ๆ งั้นก็นอนต่ออีกหน่อยสิ ฉันคงไปถึงเกือบเที่ยง”
“ได้ ถึงแล้วค่อยติดต่อมานะ”
เพิ่งวางสายไป รถก็เปิดประตูไฟฟ้าด้านขวาออกช้า ๆ
เหลียงซูถีเงยหน้ามอง พอเห็นหน้าคนที่มา หัวใจก็สะดุดวูบจนชะงักไปชั่วขณะ เธออดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองยังอยู่บนรถไฟที่กำลังมาทิเบตหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นจะมาเจอผู้ชายคนนั้นอีกได้อย่างไร?
เธอไม่ใช่คนที่เห็นหน้าครั้งเดียวแล้วจำได้แม่น บางครั้งยังมีอาการจำหน้าคนไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ แต่ในวินาทีนี้ เธอไม่รู้ว่าควรชื่นชมความจำของตัวเอง หรือชื่นชมหน้าตาของอีกฝ่ายดี
ชายหนุ่มก้มตัวขึ้นรถ พอเห็นเหลียงซูถี แววตาก็ฉายความประหลาดใจขึ้นมาวูบหนึ่งเช่นกัน
ระหว่างที่เธอถอดหูฟังบลูทูธ ชายหนุ่มก็ขึ้นมานั่งที่เบาะด้านขวาของเธอเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“บังเอิญจัง เราได้เจอกันอีกแล้ว”
ในหัวของเหลียงซูถีพลันนึกถึงบทสนทนาตอนอำลาคุณลุงเมื่อวานนี้ คำว่า ‘ไว้คราวหน้า’ ที่คุณลุงพูด ใครจะรู้ว่าคราวหน้าจะเป็นวันรุ่งขึ้นนี่เอง
เธอยิ้มแล้วตอบว่า
“ใช่ค่ะ บังเอิญจริง ๆ
หญิงสาวหูไวที่นั่งด้านหน้าหันกลับมาถามอย่างสงสัยว่า
“พวกคุณรู้จักกันด้วยเหรอ?”
เหลียงซูถีตอบว่า
“เมื่อวานเรานั่งรถไฟขบวนเดียวกันค่ะ”
แม้หญิงสาวที่ถามจะไม่ได้ซักต่อ แต่กลับเลิกคิ้วให้เหลียงซูถี พร้อมรอยยิ้มที่แฝงความหมายบางอย่าง
บางทีเพราะเป็นสาว ๆ ที่คุ้นเคยกับโลกอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน เหลียงซูถีจึงเข้าใจสายตาและรอยยิ้มนั้นได้ทันที
