“ไอ้หนูนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ ขายจินละแปดเหมาแทบจะราคาเท่าเนื้อหมูอยู่แล้ว พอลดเหลือสี่เหมา กลับทำให้ฉันต้องซาบซึ้งน้ำใจแกอีก เอาเถอะ สี่เหมาก็สี่เหมา พอดีคืนนี้มีเพื่อนเก่าแก่สองสามคนมาดื่มเหล้าที่บ้าน เอาเจ้านี่มาแกล้ม หอมยิ่งกว่าหัวหมูเสียอีก”
อู๋เจี้ยนกั๋วล้วงเงินจากลิ้นชัก นับให้หยางเฟิงยี่สิบหยวน
“เสี่ยวหยาง ฝีมือแกไม่มีปัญหาหรอก แค่ใจร้อนไปหน่อย เต้าหู้แห้งนี่ต้องแช่แล้วก็ตุ๋น ยิ่งนานก็ยิ่งเข้าเนื้อ คราวหน้าจำไว้ว่าให้ตุ๋นให้ครบ 24 ชั่วโมง รสชาติถึงจะทำให้คนกินแล้วหยุดไม่ได้”
ในฐานะเจ้าของร้านอาหาร อู๋เจี้ยนกั๋วชิมเพียงคำเดียวก็รู้ข้อเสียของเต้าหู้แห้งแล้ว
แช่น้ำไว้นานไม่พอ
กลิ่นเครื่องเทศห้าชนิดยังซึมเข้าเนื้อไม่ทั่วถึง
“ได้ครับ ตามที่ลุงบอกเลย”
พอออกจากสถานีธัญพืช หยางเฟิงก็ชวนพ่อลูกตระกูลเหอไปตั้งแผงหน้าประตู
มีอู๋เจี้ยนกั๋วคอยหนุนหลัง ใครก็ไม่กล้าแตะต้องพวกเขาสามคน
หน้าสถานีธัญพืชเป็นลานโล่งราบเรียบ ใช้จอดเกวียนใหญ่ของแต่ละกลุ่มที่นำธัญพืชมาส่งรัฐโดยเฉพาะ
พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกวียนที่ขนธัญพืชมาส่งสถานีก็เข้าแถวยาวเหยียดจากหน้าประตูออกไปหลายลี้
“เต้าหู้แห้งพะโล้ เนื้อแน่นเหมือนเนื้อ หอมยิ่งกว่าเนื้อ จินละแปดเหมา!”
หยางเฟิงเปิดผ้าชื้น เผยให้เห็นเต้าหู้แห้งพะโล้สีเหลืองอร่ามด้านใน ก่อนจะตะเบ็งเสียงเรียกลูกค้า
แม้สถานีธัญพืชจะตั้งอยู่ในเขตสหกรณ์ประชาคม แต่ก็ไม่ได้อยู่ใต้การดูแลของสหกรณ์ประชาคม
ที่นี่เป็นหน่วยงานสาขาซึ่งสำนักงานธัญพืชอำเภอส่งมาประจำ
ไม่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ประชาคมแม้แต่น้อย
อย่าว่าแต่ตะโกนขายของหน้าประตูเลย ต่อให้แก้ผ้าเล่นกายกรรมอยู่ตรงนั้น ตราบใดที่สถานีธัญพืชไม่สั่งจับ
