“อะไรนะ?! ตันละ 105 หยวน!!!”
เหอเหล่าเหนียนเบิกตาโต ก่อนจะถามเสียงเข้มว่า “ในใบอนุมัติเขียนไว้ตันละ 75 หยวน แล้วพอมาถึงมือแกทำไมกลายเป็น 105 หยวนไปได้? ขึ้นมาตั้ง 30 หยวน นี่แกปล้นกันชัด ๆ!”
“ในใบอนุมัติมีตราประทับอยู่เป็นหลักฐาน จะขึ้นราคาตามใจชอบได้ยังไง”
คนงานทำงานทั้งวันยังได้เงินแค่หยวนกว่า ๆ เงิน 105 หยวนเท่ากับค่าแรงคนงานทั่วไปกว่าครึ่งเดือน
นี่ไม่ใช่เรียกสินน้ำใจแล้ว นี่มันจะเอาชีวิตกันชัด ๆ
คนงานกอดอก มองเหอเหล่าเหนียนด้วยหางตา ก่อนเบ้ปากพูดว่า “ตาแก่ โวยวายอะไรนักหนา ตอนนี้ตลาดมันก็เป็นแบบนี้ แกรู้กฎไหม? ยุคนี้น่ะ นอกจากคนแล้ว มีอะไรบ้างที่ไม่ขาดแคลน ลองถามดูสิ”
“ปูนซีเมนต์เป็นยุทธปัจจัย มีขายให้แกก็บุญแล้ว แกว่ายังแพง ฉันยังว่าแพงเลย! เก่งจริงก็ไปซื้อที่อื่นสิ”
หยางเฟิงฟังเงียบ ๆ แววตายิ่งเย็นเยียบขึ้นทุกที
กว่าจะหาปูนซีเมนต์ได้ 5 ตัน หยางเฟิงต้องจ่ายเงิน 200 หยวนให้จางเฉวียนเอาไปวิ่งเต้น
นั่นเป็นเงินค่าน้ำใจตามธรรมเนียม และเป็นเงินที่จำเป็นต้องจ่าย
แต่คนงานตรงหน้ากลับเอาขนนกไก่มาทำเป็นลูกศร ใช้อำนาจข่มขู่รีดไถกันโต้ง ๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องน้ำใจไมตรีอะไรทั้งนั้น แต่เห็นหยางเฟิงเป็นไอ้โง่ให้หลอกเอาเงินชัด ๆ
หยางเฟิงเอ่ยถามว่า “ส่วนต่าง 30 หยวนจะเข้ากระเป๋าโรงงาน หรือกระเป๋าส่วนตัวแก?”
“ไอ้หนู แกหมายความว่ายังไง?”
คนงานโมโหจนหน้าแดงก่ำ “ตกลงจะซื้อไหม? ไม่ซื้อก็ไสหัวไป อย่ามายืนเกะกะ!”
วินาทีถัดมา เรื่องที่หยางเฟิงกับเหอเหล่าเหนียนคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
