"ท่านเจ้าขา ดูดวงไหมจ๊ะ?"
"เก้าสุริยันพยากรณ์ แม่นยำไม่แพง คุ้มค่าคุ้มราคา"
"ห้าหยวน ท่านไม่ได้ขาดทุน ท่านไม่ได้ถูกหลอก"
บนถนนสายพลุกพล่าน ชายหนุ่มรูปงามในชุดนักพรตนั่งตะโกนเรียกลูกค้า
มีผู้สัญจรสงสัยเข้ามาถาม
"เก้าสุริยันพยากรณ์? แถมเครื่องทำน้ำเต้าหู้ไหม?"
"....."
นักพรตหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง
"เก้าสุริยันเป็นชื่อของข้า"
ผู้สัญจรเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
"แม่นหรือเปล่า?"
"แม่น ไม่แม่นไม่คิดเงิน"
"ห้าหยวนใช่ไหม? ช่วยดูดวงความรักให้หน่อย"
เมื่อได้คำตอบมั่นใจ ผู้สัญจรก็เตรียมควักเงิน
แต่ไม่คิดว่าลู่จิ่วหยางจะเติมอีกประโยค
"คู่แท้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาเจอ หมื่นหยวนก็ไม่นับว่าแพงเกินไป"
ผู้สัญจรชะงัก สีหน้าบึ้งตึง
"มึงปล้นชัดๆ?? ไม่ใช่บอกว่าห้าหยวน? ทำไมเป็นหมื่นหยวนได้?"
ลู่จิ่วหยางเหลือบตามองผู้สัญจร
"ข้าเพียงบอกว่าห้าหยวนซื้อการขาดทุนและถูกหลอกไม่ได้ ไม่ได้บอกว่าห้าหยวนซื้อดวงจากข้าได้เสียเมื่อไร?"
"อีกอย่าง ห้าหยวนมึงยังซื้อขาดทุนกับถูกหลอกไม่ได้ แล้วมึงจะซื้ออะไรได้อีก?"
ด้วยความเดือดดาล ผู้สัญจรก็แค่เดือดดาลไปชั่วครู่!
"มึง......"
ในขณะนั้น ลู่จิ่วหยางสังเกตเห็นเด็กสาวในชุดนักเรียนเดินผ่านไปไม่ไกล
แววตาเคร่งขรึมลง
"นี่มัน....."
ลู่จิ่วหยางถอดชุดนักพรตทันที แล้วหยิบกระเป๋าด้านข้างแล้วเดินตามเด็กสาวไป
ผู้สัญจรกำลังจะด่าลั่น แต่เห็นเด็กหนุ่มหมุนตัวเดินจากไป จึงถามตามสัญชาตญาณ
"จะไปไหน?"
เด็กหนุ่มไม่หันกลับ
"ไปเรียน จะสายแล้ว"
ผู้สัญจรอึ้งงัน
"ไปเรียน??"
ขณะที่สมองว่างเปล่า เขาก็มองไปเห็นรูปปั้นหินไม่ไกลซึ่งมีอักษรสี่ตัวสลักอยู่
「หลินก่างหมายเลขหนึ่ง」
"นักเรียนม.ปลาย???"
......
ลู่จิ่วหยางแอบตามหลังเด็กสาวไปเงียบๆ
สีหน้าที่เดิมยังสงบอยู่เริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
เด็กสาวคนนี้ลู่จิ่วหยางรู้จัก
หลินเสวี่ยเอ๋อ
ดอกไม้ประจำโรงเรียนหลินก่างหมายเลขหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของเขา
หน้าตาหวานละมุน งามสะคราญ
ความงามแม้เทียบกับดาราสาวระดับแนวหน้าของต้าเซี่ยก็ไม่เป็นรอง
ตอนนี้สายตาเขาจับจ้องอยู่ที่แขนขวาเรียวบางของหลินเสวี่ยเอ๋อ
รอยแผลที่พันด้วยผ้าพันแผลบนแขนดึงดูดความสนใจของเขา
แม้จะพันผ้าไว้หลายชั้น แต่ก็ยังมีโลหิตดำแดงซึมออกมาไม่ขาดสาย
ดูจากรูปทรง.....
เหมือนรอยกรงเล็บสามสี่รอย แต่ละรอยยาวสี่ห้าเซนติเมตร
พร้อมกันนั้นลู่จิ่วหยางยังสังเกตเห็น
เมื่อใดที่เดินไปถึงที่ที่มีแสงแดดส่องตรง หลินเสวี่ยเอ๋อจะหลบเลี่ยงอย่างหวาดหวั่นโดยสัญชาตญาณ พอถึงที่มืดก็จะดูผ่อนคลายขึ้นมาก
นอกจากนี้เขายังได้กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ
ลู่จิ่วหยางยังอยากตามต่อไป แต่วินาทีต่อมาหลินเสวี่ยเอ๋อก็เลี้ยวเข้าห้องเรียนไป
เขาหยุดฝีเท้า
บัดนี้ คิ้วของลู่จิ่วหยางขมวดเป็นเกลียวมุ่น
"ปากแผลดำเขียว รอบๆ ปรากฏร่างแหสีดำคล้ายใยแมงมุม ดั่งหมึกในน้ำใส ค่อยๆ แผ่ขยาย ถึงจะทายาสมานแผลแล้ว แต่เลือดก็ไม่หยุด กลับซึมหนองสีดำ กลิ่นเหม็นราวเนื้อเน่า"
"หวาดกลัวแสงอาทิตย์แรงกล้า ชอบนอนขดอยู่ในมุมมืดทึบ"
"นี่มัน.....ถูกศพกระโดดทำร้าย!?"
เมื่อได้ข้อสรุป รูม่านตาของลู่จิ่วหยางก็ขยายขึ้นเล็กน้อย
"แต่.....โลกนี้ไม่มีศพกระโดดไม่ใช่หรือ?"
......
ลู่จิ่วหยาง อายุสิบแปด เป็นนักเรียนชั้นม.ปลายปีสามของโรงเรียนหลินก่างหมายเลขหนึ่ง
แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มีอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่มีใครล่วงรู้
เขาเป็นผู้กลับชาติมาเกิดใหม่
ชาติก่อน ลู่จิ่วหยางเกิดในโลกที่เต็มไปด้วยภูตผีปิศาจ
ผีดุร้ายออกอาละวาด ศพกระโดดระบาดไปทั่ว
โลกทั้งใบราวกับวันโลกาวินาศ
และเขาถูกสำนักเหมาซานเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ทุ่มเทฝึกฝนคัมภีร์เต๋า
ด้วยพรสวรรค์ขั้นยอด เมื่ออายุยี่สิบห้าหกก็บรรลุเป็นจอมเทียนซือ
เหล่าปิศาจสารพัดล้วนดับสลายภายใต้สายฟ้ากำราบจากฝ่ามือเขา
แต่ในภัยพิบัติครั้งหนึ่งที่อสูรกายนับร้อยล้านออกเคลื่อนพลพร้อมกัน เหล่าผีร้ายน่าสะพรึงกลัวซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนได้เผยโฉม
สำนักเหมาซานออกโรงปกป้องมวลมนุษย์อย่างพร้อมเพรียง
แต่.....อนิจจาอีกฝ่ายมีกำลังแข็งแกร่งเกินไป นักบวชเต๋าทั้งหมดพลีชีพในภัยพิบัติครั้งนี้
เหลือเพียงลู่จิ่วหยางผู้เดียวที่ถูกรายล้อมด้วยเหล่าปีศาจนับไม่ถ้วน
เมื่อสูญเสียเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง เขาก็สิ้นอาลัยในชีวิต ใช้คาถาต้องห้ามที่แลกด้วยชีวิตและวิญญาณ ผนึกเหล่าภูตผีทั้งหมดไว้
ในชั่วขณะที่สติสูญสิ้น ลู่จิ่วหยางรอคอยวิญญาณแตกสลายอย่างสงบ
แต่เหนือความคาดหมาย เขากลับได้เกิดใหม่!
เกิดใหม่ในวัยสิบห้าปี ตอนกำลังเรียนอยู่ชั้นม.ปลายปีหนึ่ง
ไม่เพียงแค่นั้น
โลกภายนอกยังเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
ไม่มีวิญญาณ ไม่มีศพกระโดด ไม่มีปิศาจ
ทุกสิ่งทั้งวัวผีอสรพิษล้วนมีอยู่เพียงในนิยาย โทรทัศน์ ตำนานเมืองเท่านั้น
โลกถูกปกครองโดยมนุษย์ธรรมดา ทุกสิ่งเป็นไปอย่างมีระเบียบ
เหมาซานกลายเป็นศาสนสถานสำหรับสามัญชน ไม่มีการสืบทอดคัมภีร์เต๋าที่แท้จริงอีกต่อไป
นักบวชเต๋าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเต๋าต่างๆ ก็แตกต่างจากชาติที่แล้วโดยสิ้นเชิง
นักบวชเต๋าในชาตินี้คือ ผู้สืบทอดวัฒนธรรม นักปราชญ์ปรัชญา
พวกเขาทำคาถาไม่เป็น ปราบผีไม่เป็น
นับแต่บัดนั้น ลู่จิ่วหยางก็เข้าใจเรื่องหนึ่งอย่างแจ่มแจ้ง
ในตอนนี้ เขาคือนักพรตเต๋าเพียงผู้เดียวในโลกที่ใช้คัมภีร์เต๋าเป็น
นอกจากนี้
สิ่งอื่นๆ ก็เหมือนกับโลกก่อนทั้งสิ้น
ยังเป็นดาวโลก ยังเป็นต้าเซี่ย ยังเป็นเมืองหลินก่าง
อยู่โรงเรียนม.ปลายเดิม ห้องเดิม มีเพื่อนร่วมชั้นเดิม
แม้แต่บ้านที่อยู่ก็เหมือนกับบ้านที่อาจารย์และศิษย์พี่ร่วมกันหาเงินซื้อให้ในชาติก่อนทุกประการ!
เพียงแต่ในชาตินี้ บ้านหลังนี้เป็นมรดกที่พ่อแม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เขา
ชาติก่อนตั้งแต่เจ็ดขวบสู้รบมาเรื่อยจนถึงวัยยี่สิบกว่า
ลู่จิ่วหยางก็เหนื่อยล้าเต็มที
พอดิบพอดี เขาอยากเสพสุขกับชีวิตที่สงบสุขในตอนนี้อย่างเต็มที่
ดังนั้นสองปีต่อมา นอกจากเข้าเรียนแล้ว ก็แค่ไปตั้งแผงดูดวงหาเงินพิเศษเป็นครั้งคราว
ระหว่างนั้นก็ไม่มีเหตุผิดปกติใดๆ
จนกระทั่งวันนี้.......
ลู่จิ่วหยางกลับสัมผัสไอศพที่ห่างหายไปนาน จากร่างของเพื่อนร่วมโต๊ะที่อยู่ด้วยกันมาตลอดสามปี
เขาปรับอารมณ์ของตนเล็กน้อย แล้วเดินมุ่งไปยังห้องเรียน
พอเข้าประตู ก็เห็นเด็กหนุ่มหลายคนกำลังล้อมถามอะไรบางอย่างกับลู่เสวี่ยเอ๋อ
"เสวี่ยเอ๋อ แขนเธอบาดเจ็บเหรอ? หมอว่าไงบ้าง? ฉันพาไปห้องพยาบาลไหม?"
"เสวี่ยเอ๋อ มีใครตีเธอหรือเปล่า?"
"ใครกล้าตีเธอ? บอกฉันมา! ฉันจะไปแก้แค้นให้!"
"......"
ท่ามกลางเสียงห่วงใยที่ล้นหลามนี้
หลินเสวี่ยเอ๋อพิงกำแพง ก้มหน้านิ่งเงียบ
พร้อมกับที่ร่างสั่นเทาด้วยความถี่ต่ำอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นดังนั้น รูม่านตาของลู่จิ่วหยางก็หดตัววูบ
ในสายตาของเขา
เหนือศีรษะของหลินเสวี่ยเอ๋อมีไอสีดำรางๆ กำลังจับกลุ่มกันอย่างต่อเนื่อง!
"กลัวหนาวกายสั่น แสดงลักษณะไอแห่งความตายเกาะกิน!"
"แย่ล่ะ เร็วยิ่งกว่าที่คิด!"
ลู่จิ่วหยางรู้สึกไม่ดี รีบพุ่งเข้าไปข้างหน้าทันที
บังเอิญในตอนนั้น หญิงวัยกลางคนใส่แว่นกรอบเหลี่ยมคนหนึ่งเดินฮึดฮัดเข้ามาทางประตูหน้าห้องเรียน
"เสียงดังอะไรกัน? ไม่รู้จักการอ่านหนังสือตอนเช้าหรือไง?"
"หัวหน้าวิชาภาษาจีนล่ะ? ไม่ดูแลหน่อยหรือไง?!"
"ฉันได้ยินเสียงห้องพวกเธอตั้งแต่ชั้นหนึ่ง"
"ทั้งปีก็ห้องพวกเธอนี่แหละที่เสียงดังที่สุด!"
"ทั้งหมดกลับไปนั่งที่เดิม!"
เธอปาหนังสือลงบนแท่นปาฐกอย่างแรง ทั้งห้องเงียบกริบในชั่วพริบตา
พวกเด็กหนุ่มตกใจ รีบแตกกระเจิงกลับไปนั่งที่ของตน
ลู่จิ่วหยางเดินไปนั่งที่โต๊ะของตนได้อย่างราบรื่น
วางกระเป๋าลง เขาหันหน้าไปทางหลินเสวี่ยเอ๋อทันที
"อยากมีชีวิตอยู่ จับมือข้าไว้!"
ร่างที่สั่นเทาของหลินเสวี่ยเอ๋อหยุดชะงักเล็กน้อย แล้วหันขวับมามองทางลู่จิ่วหยาง
ใบหน้าซึ่งเดิมงามราวบุปผาของเธอ บัดนี้กลับซีดเซียวอย่างที่สุด
ที่มุมปากมีเขี้ยวแหลมคู่หนึ่งเลือนราง
ดวงตาทั้งคู่ขุ่นมัว แต่แฝงไว้ด้วยความสิ้นหนทาง
เมื่อสบตาของหลินเสวี่ยเอ๋อ ลู่จิ่วหยางก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง
เขานานมากแล้วที่ไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้
แม้ลู่จิ่วหยางจะเชี่ยวชาญคัมภีร์เต๋าล้ำลึก แต่สุดท้ายก็หาใช่เทพไม่
เขาก็เคยมีเวลาที่หมดหนทางเช่นกัน
แววตาเช่นนี้ ในชาติก่อนลู่จิ่วหยางเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน
มันคือความอาวรณ์ในชีวิต
ในขณะนั้น หลินเสวี่ยเอ๋อได้เอ่ยปาก
"ช่วย.....ช่วยฉันด้วย......"