"ไม่ใช่ หัวใจเต้นไม่ใช่เพราะเขา แต่เพราะกลัวต่างหาก"
"ฉันหายดีแล้ว ฉันได้รับการรักษาจนหายแล้ว ฉันไม่ได้รักเขา ครั้งหน้า ครั้งหน้าจะไม่เกินร้อยอีก!"
"การช็อตไฟฟ้าครั้งที่สาม... เชือกกัดลึกลงไปในเนื้อของเขา..."
"เขาไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้... เลือดไหลนองเต็มพื้น..."
"ฉันผิดเอง ได้โปรดอย่าให้ฉันบันทึกเรื่องพวกนี้เลย ฉันผิดเอง ปล่อยเขาไปเถอะ ได้โปรด..."
"ทั้งหมดเป็นเพราะฉัน ฉันทำให้เขาถูกฉีดยา ถูกกรอกยา ถูกขังเดี่ยว ถูกทำโทษทางกาย เป็นความผิดของฉัน"
"ความรักของฉันนั้นสกปรก เพราะฉันรักเขา จึงนำพาความทุกข์ทรมานทั้งหมดมาสู่เขา"
"ฉันผิดเอง ฉันมีบาป ลงโทษฉันเถอะ ได้โปรดลงโทษฉัน เป็นบาปของฉันเอง ปล่อยเขาไปเถอะ ได้โปรดลงโทษฉันเถอะ"
"ฉันผิดเอง! ฉันจะแก้ไข! ฉันจะแก้ไขจริง ๆ!"
"ฉันจะอยู่ห่างจากเขา ฉันคือความชั่วร้ายทั้งมวล ฉันคือตัวซวย"
……
ฉู่หลีไม่เหลือความกล้าที่จะก้าวเข้าไปอีก เขาก้าวถอยหลังอย่างแข็งทื่อ
ตัวอักษรที่เต็มพื้นราวกับอสูรกายที่ดุร้าย เพียงแค่มองก็ทำเอาหายใจไม่ออก
คำพูดเพ้อเจ้อที่เขียนด้วยมือเหล่านี้ ไร้ค่าสำหรับใครต่อใคร
ในสายตาของคนเหล่านั้น ดูเหมือนจะเป็นเพียงขยะที่ไร้ความหมายว่าจะทำลายหรือไม่
จึงถูกทิ้งขว้างอย่างนี้ เปิดอ้าอย่างนี้ ในสถานที่เกิดเหตุแห่งบาปที่ถูกทิ้งร้าง ให้ใครต่อใครได้ชม
ฉู่หลีก้าวถอยหลัง พึ่งจะแตะถึงกรอบประตู ยังไม่ทันจะหันกลับ ก็ถูกคนจากด้านหลังปิดปากและจมูกไว้
"ชู่ว~ อย่าส่งเสียง!"
"พวกมันมาแล้ว อย่าส่งเสียง!"
"ตามฉันมา ฉันจะพาเธอออกไป อย่ากลัว!"
ฉู่หลีขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ถ้าไม่ใช่เพราะมือที่ปิดปากเขาอยู่นั้นอุ่นอยู่ เขาคงคิดว่าตัวเองเจอผีจริง ๆ
จากนั้น เขาก็ถูกคนคนนั้นลากออกจากห้องเก็บเอกสารจากด้านหลัง
จริง ๆ แล้วคนคนนั้นยังไม่สูงเท่าฉู่หลีด้วยซ้ำ ดังนั้นท่าทางเช่นนี้จึงทำให้ฉู่หลีรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
ไม่ทันระวังก็ไปเหยียบก้อนอิฐ แถมยังข้อเท้าพลิกอีกด้วย
แต่แรงของเขานั้นมากจริง ๆ และที่เห็นได้ชัดคือ สภาพจิตใจของเขาดูไม่ค่อยปกติ
ดังนั้นฉู่หลีจึงไม่คิดจะขัดขืนอย่างแข็งกร้าว
เขาบอกว่าจะพาฉู่หลีไป แต่กลับพาขึ้นบันไดไปที่ชั้นสาม
ป้ายชื่อประตูของที่นี่หลายบานยังคงอยู่
ห้องบำบัดด้วยไฟฟ้า
ห้องสังเกตการณ์
ห้องพยาบาล
ห้องให้คำปรึกษาทางจิต
……
หนูตัวหนึ่งวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว คนที่อยู่ข้างหลังเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูใหญ่ รีบลากฉู่หลีเข้าไปหลบในห้องบำบัดด้วยไฟฟ้า
ในห้องนี้ว่างเปล่า เหลือเพียงเก้าอี้ไฟฟ้าที่ทรุดโทรมตัวหนึ่ง
ที่เท้าแขนดำทะมึน กลิ่นเน่าเหม็นลอยคลุ้ง เข้มข้นกว่าที่อื่นใด
เก้าอี้ไฟฟ้าตั้งตระหง่านอยู่เดียวดายในห้อง ราวกับแท่นบูชาของวิญญาณแห่งความมืด
คราบเลือดสีดำที่เน่าเสียบนพื้น ราวกับดอกไม้ป่าที่ดุร้าย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขาและพวกเธอเคยมาที่นี่
คนคนนั้นลากฉู่หลีให้มานั่งยอง ๆ ชิดผนัง ฉู่หลีจึงได้หันไปมองเห็นหน้าเขาชัด ๆ
หน้าซีดเผือด ร่างกายซูบผอมบาง สวมชุดคนไข้
เขาปล่อยมือที่ปิดปากฉู่หลีออก
มองเก้าอี้ไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยคราบสนิมตัวนั้น
แววตาบางขณะก็ว่างเปล่า บางขณะก็บ้าคลั่ง
"เสี่ยวอัน..."
"เสี่ยวอันไม่ต้องกลัว"
"ฉันผิดเอง เป็นความผิดของฉัน"
"ฉันมีบาป ฉันสมควรตายพันครั้งหมื่นครั้ง!"
เขาคุกเข่าลงบนพื้น หันหน้าไปทางเก้าอี้ที่ว่างเปล่านั้น
โขกศีรษะ
สารภาพบาป
เมื่อเห็นว่าเขายิ่งทวีความบ้าคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ ฉู่หลีจึงบังคับลากเขาออกมาจากห้องบำบัดด้วยไฟฟ้า
เพิ่งจะเตรียมโทรแจ้งตำรวจให้ช่วยตามหาครอบครัวของเขา ก็ได้ยินเสียงรถยนต์ขับเข้ามาในลานด้านล่าง
ทันใดนั้นคนคนนั้นก็แข็งทื่อทั้งตัว ดวงตาจ้องเขม็ง
"เสี่ยวอัน พวกเราไปกัน!"
"เสี่ยวอัน เธอจะได้ออกไป"
"เสี่ยวอันวิ่ง วิ่งเร็ว..."
คนคนนั้นลากฉู่หลีวิ่งไปที่ดาดฟ้าของตึกสามชั้น
ฉู่หลีเห็นแล้ว ตรงลานจอดรถมีรถตู้สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ ข้างรถเขียนว่า สถานพักฟื้นหยุนซาน
เหมือนกับตัวอักษรบนเสื้อคนไข้ของคนคนนั้น
คนสองคนที่ลงมาจากรถสวมเสื้อกาวน์สีขาว
"เสี่ยวอัน กระโดดลงมา เชื่อฉัน!"
ในชั่วขณะที่ฉู่หลีเหม่อลอย คนคนนั้นก็กระโดดจากดาดฟ้าตึกสามชั้นไปยังตึกเตี้ยอีกหลังที่อยู่ตรงข้าม
ระยะทางห่างไกลขนาดนั้น ฉู่หลีไม่รู้ว่าเขากระโดดไปได้อย่างไร และก็ไม่มีความกล้าเช่นเขา
เขามองฉู่หลี ยื่นมือทั้งสองข้างออกมา
"เสี่ยวอัน เชื่อฉัน สิ กระโดดมา!"
ฉู่หลีส่ายหน้าก้าวถอยหลัง พวกคนเสื้อกาวน์สีขาวก็พุ่งขึ้นมาถึงแล้ว
"คุณครับ คุณ..."
คนคนนั้นยืนตรงขอบดาดฟ้าเริ่มกรีดร้อง "ปล่อยเขา!"
"เป็นความผิดของฉัน ฉันเองที่อยากหนี มาจับฉัน พวกนายมาจับฉัน จับฉัน!"
เขาดูเหมือนจะตกอยู่ในความบ้าคลั่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องได้
"คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?"
"เขาเป็นคนไข้ที่หนีออกมาจากสถานพักฟื้นของเรา บ้ามาสิบปีแล้ว คุณอย่าไปถือสาเขาเลย"
พูดจบ พวกเสื้อกาวน์สีขาวก็พาฉู่หลีลงบันไดไป
พวกเขาไม่ได้ไล่ตามคนบ้าคนนั้น เหมือนจะแน่ใจว่าเขาจะไม่หนีไปไหน
เป็นจริงดังคาด เมื่อคนกลุ่มหนึ่งมาถึงลานด้านล่าง คนคนนั้นก็กระโดดจากดาดฟ้าตึกเตี้ยไปยังกำแพง แล้วก็ปีนกลับลงมา
จากนั้นก็พุ่งเข้ามาโดยไม่ลังเล พุ่งเข้าหาคนเสื้อกาวน์ขาวสองคนที่อยู่ข้างฉู่หลี
"เสี่ยวอัน ประตูเปิดแล้ว วิ่งเร็ว"
"เสี่ยวอัน วิ่งสิ!"
"วิ่งสิ!"
หมอคนหนึ่งยื่นมือมาปกป้องฉู่หลี ดูเหมือนกลัวว่าคนบ้าคนนั้นจะทำร้ายเขา อยากจะผลักเขาออกไป
ทว่าคนบ้ากลับกัดแขนข้างที่แตะต้องฉู่หลีของหมออย่างไม่ลังเล
เลือดออกในพริบตา
"อ๊า..."
หมอเจ็บจนกรีดร้อง ถึงกับต่อยหน้าเขาไปหนึ่งหมัด แต่เขาก็ไม่สะทกสะท้าน
มือหนึ่งลากคนคนหนึ่งไว้ ปากก็กัดอีกคนไม่ปล่อย
ดวงตาทั้งสองจ้องมองฉู่หลีเขม็ง
แฝงไว้ด้วยการอ้อนวอน และความบ้าคลั่ง
ในชั่วขณะนั้นเอง ฉู่หลีก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร
โดยไม่สนใจว่าข้อเท้าตัวเองเพิ่งจะพลิกมาเมื่อกี้ มองไปที่ประตูใหญ่ที่พวกหมอเปิดไว้ แล้ววิ่งออกไป
คนขับรถที่อยู่บนรถลงมาช่วย
คนที่สามคนก็จับไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าร่างของฉู่หลีหายลับไปนอกประตูใหญ่แล้ว ในที่สุดก็สงบลง
ปล่อยให้พวกเขาฉีดยากดประสาทเข้าไปในร่างกาย ก้มหน้ายิ้มอย่างแข็งทื่อ
"แฮ่ก ๆ วิ่งสิเสี่ยวอัน..."
แท้จริงแล้วฉู่หลีไม่ได้วิ่งไปไกลมาก
ข้อเท้าของเขาเจ็บมาก
ไม่นานนัก เขาก็เห็นรถคันนั้นแล่นผ่านไปข้างทาง
เขาเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง ก็เจอบ้านหลังหนึ่ง ที่หน้าประตูมีเก้าอี้ตัวหนึ่ง
เขาทักทายขออนุญาตนั่งพักสักครู่
"หนุ่มนี่ก็กลับมาหาคนเหมือนกันหรือ?"
เจ้าของบ้านเป็นหญิงชรา อายุดูน่าจะหกสิบกว่า
"ท่านเคยอยู่ที่นี่มาก่อนหรือครับ?"
หญิงชรามองฉู่หลีแวบหนึ่ง "จำยายไม่ได้หรือ? งั้นหนุ่มก็คงไม่ใช่คนที่มาหาคนน่ะสิ"
"ผมมาหาคนครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เคยมาที่นี่"
"เพื่อนของหนุ่มชื่ออะไร?"
จู่ ๆ ฉู่หลีก็นึกไม่อยากเอ่ยชื่อของลั่วเหวินเชิงออกไป
คนก็ไม่อยู่แล้ว เขากำลังทำอะไรกันแน่?
ลั่วเหวินเชิงคงไม่หวังให้ใครวิ่งมาที่น่าอนาถแบบนี้เพื่อมาแงะรอยแผลเป็นของเขา
ถึงแม้นิสัยดีแค่ไหน ก็คงต้องโกรธเป็นธรรมดาใช่ไหม
"ท่านรู้จักหลายคนหรือครับ? ที่อยู่ในนั้นน่ะ"
"บางคนที่จำได้แม่น ก็ยังลืมไม่หมด"
หญิงชราพูดกับตัวเองต่อ "ไอ้หนุ่มเมื่อกี้นั่น ชื่อจ้าวหลี"
"เด็กคนนี้ดื้อรั้น กระดูกแข็ง ฉีดยา ป้อนยา ลงโทษทางกายอะไรก็ไม่ได้ผล"
"เดือนที่สามหลังจากเขามาถึง ก็มีเด็กหนุ่มอีกคนเข้ามา ชื่อเฉินฉี่อัน"