เขาไม่ได้กังวลเรื่องนั้นหรอก
ในช่วงสิบเอ็ดวันหลังจากลั่วเหวินเชิงจากไป
เขาไม่เคยกังวลเลยว่าจะมีใครมาแย่งชิงเงินของเขา
เขารู้สึกว่าจ้าวเฮ่อซูดูถูกเขา
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีจุดยืนที่จะอธิบาย
เพราะอย่างไรเสีย การที่เขาเกาะติดลั่วเหวินเชิงมาตลอดสามปี ก็เพื่อเงินไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นที่จ้าวเฮ่อซูมองเขาแบบนั้น ก็ไม่มีอะไรผิด
"อ้อ งั้นก็ดี"
ฉู่หลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย "นึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่แท้ฉันก็คิดมากไปเอง"
จ้าวเฮ่อซูพูดขึ้น "ฉู่หลี่ นายต้องใช้ชีวิตให้ดี เข้าใจไหม ไม่อย่างนั้น..."
"อย่าพูดเหมือนว่าฉันสำคัญนักสิ"
คำพูดของจ้าวเฮ่อซูและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทำให้ฉู่หลี่เดือดดาล
"ตอนที่เขาจากไป เขาก็ไม่เคยลังเลเพราะฉันเลยสักนิด ใช่ไหม?"
ฉู่หลี่จ้องจ้าวเฮ่อซูแน่นิ่ง จ้องไปที่ริมฝีปากของเขา
ความจริงแล้ว เขาเฝ้ารอให้จ้าวเฮ่อซูบอกว่า ลั่วเหวินเชิงเคยลังเล
ลังเลเพื่อเขา ฉู่หลี่
แต่จ้าวเฮ่อซูอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรเลย
ฉู่หลี่เกลียดแบบนี้จริง ๆ
ทั้งที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่กลับเหมือนมีคำพูดนับพันหมื่นถ้อยอัดแน่นอยู่ในลำคอ ทิ้งให้เขาเป็นฝ่ายเดาเอาเอง
เหมือนมีเหตุผลที่พูดออกมาไม่ได้ เหมือนจะบอกว่า "ช่างเถอะ พูดไปแล้วจะได้อะไร"
เหมือนระหว่างเขากับลั่วเหวินเชิงมีความลับที่สงวนไว้เพียงสองคนเท่านั้นที่จะรู้
ส่วนฉู่หลี่ เขาถูกกีดกันออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะล่วงรู้
...
จ้าวเฮ่อซูทิ้งกล่องกระดาษไว้ใบหนึ่ง
ของข้างในมีน้อยจนน่าใจหาย
ตราประทับส่วนตัวหนึ่งชิ้น
กบพับกระดาษหนึ่งตัว
แล้วก็ลูกลาพลาสติกเล็ก ๆ ที่เคยประดับบนเค้กอีกหนึ่งตัว
ตราประทับเป็นของลั่วเหวินเชิง
กบกระดาษตัวนั้นเป็นสิ่งที่ฉู่หลี่เคยพับเล่นแก้เบื่ออยู่ในห้องทำงานของลั่วเหวินเชิง
มันควรถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านในกองขยะไปนานแล้ว ไม่ใช่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอมจนถึงทุกวันนี้
ลูกลาพลาสติกตัวเล็กนั้น มีสีถลอกอยู่บนหัว
เห็นได้ชัดว่าเป็นรอยที่เกิดจากการลูบไล้อยู่บ่อย ๆ
ส่วนเค้กก้อนนั้น ก็ไม่ใช่เค้กสำหรับฉลองวันเกิดให้ใครด้วยซ้ำ
เป็นเพียงเพราะวันนั้นฉู่หลี่เดินผ่านตู้โชว์หน้าร้านเค้ก เห็นลูกลาตัวนั้นดูทื่อ ๆ เหมือนลั่วเหวินเชิง
ก็เลยซื้อกลับมา
เขาไม่รู้เลยว่าลั่วเหวินเชิงที่ยุ่งกับการงานนับพันหมื่นเรื่องและมีทรัพย์สินมูลค่ากว่าร้อยล้าน จะชอบเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไร้ค่าเหล่านี้ไว้
พวกมันไม่มีความหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ
เป็นเพียงขยะที่ฉู่หลี่เคยทิ้งไปลวก ๆ
แต่ตอนนี้ สิ่งที่ไร้ความหมายเหล่านี้กลับเปรียบเสมือนมีดทื่อ ๆ เล่มแล้วเล่มเล่าที่กรีดเฉือนไปมาบนหัวใจของฉู่หลี่
นี่ทำให้ฉู่หลี่รู้สึกเจ็บปวด
ฉู่หลี่เป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง
เขารู้มานานแล้วว่าประโยชน์สูงสุดของสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีคือการทรมานตัวเอง
เขาวางตำแหน่งของตัวเองว่าเป็นคนไม่มีจิตสำนึกเท่าไหร่
ไม่อย่างนั้นตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาคงไม่เอาแต่รังแกลั่วเหวินเชิงตามอำเภอใจ
แต่หลังจากที่คนที่ต้องการความผิดชอบชั่วดีของเขามากที่สุดตายจากไปแล้ว...
ความผิดชอบชั่วดีของฉู่หลี่กลับงอกเงยขึ้นมา
นี่ทำให้เขาไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากทำอะไรสักอย่าง
อะไรก็ได้ทั้งนั้น แค่ขอให้เกี่ยวข้องกับลั่วเหวินเชิงก็พอ
...
เขาไปยังบ้านเกิดของลั่วเหวินเชิง
เมืองเล็ก ๆ ที่พ่อแม่ของเขารีบพาหลานชายย้ายหนีทันทีที่รู้ว่าเขาประสบความสำเร็จ
คนที่อ่อนโยนอย่างลั่วเหวินเชิง ทำไมพ่อแม่แท้ ๆ ถึงไม่ชอบเขา?
คนที่ฉลาดอย่างลั่วเหวินเชิง ไฉนถึงลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมปลาย?
คนที่มีความสามารถและอนาคตสดใสอย่างลั่วเหวินเชิง เหตุใดจึงต้องฆ่าตัวตาย?
ทำไมไม่แจ้งความเอาคนที่ทำร้ายตัวเองเข้าคุก?
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นตลอดเลย เอาแต่ยอมให้คนอื่นรังแก ฉกฉวย และเหยียบย่ำ?
ทำไมต้องทิ้งชีวิตตัวเอง?
ทำไม?
...
"ตอนอยู่มอสี่เคยได้ที่หนึ่งของระดับชั้น หลังจากนั้นก็โดนเอาไดอารี่ไปแปะทั่วโรงเรียน ก็เลยลาออก"
"ได้ยินว่าชอบผู้ชาย เด็กพวกนั้นก็เลยถอดกางเกงมันตอนเรียนพละ แถมยังมาด่าถึงหน้าบ้านมันอีก ฟังไม่ได้เลยจริง ๆ"
"พ่อแม่มันส่งไปโรงเรียนดัดสันดาน หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนต่อ"
"ก็ไม่เคยกลับมาเลยนะ ได้ยินว่าที่นั่นมีคนตายด้วย ไม่รู้ใช่ไอ้หมอนั่นรึเปล่า"
"ยังไงเถอะ สองผัวเมียลั่วชิ่งก็บอกว่าให้ถือว่ามันตายไปแล้ว รับหลานชายมาสืบสกุลตั้งนานแล้ว"
...
"เป็นโจวซวี่!
"โจวซวี่ปากมันพูดเองว่าเห็นลั่วเหวินเชิงเขียนถึงมันในไดอารี่ มันรู้สึกขยะแขยง
"วันรุ่งขึ้นไดอารี่ของลั่วเหวินเชิงก็ถูกแปะไปทั่วโรงเรียน
"พอลั่วเหวินเชิงลาออก โจวซวี่ยังแอบพูดว่าตัวเองทำไปเพื่อกำจัดภัยให้สังคม"
...
"บ้านลั่วคนโตมีลูกชายสามคน ก็เลยยกลูกคนที่สองให้กับน้องชาย"
"ลูกชายแท้ ๆ ของลั่วชิ่งไม่ใช่คนดีเลย ได้ยินว่าหนีตามผู้ชายไป ทิ้งพ่อแม่ซะงั้น ขายหน้าชะมัด"
"ดีนะที่รับเหวินเย่ามาเลี้ยง ไม่งั้นสองผัวเมียไม่รู้จะอยู่ยังไง"
...
จริง ๆ แล้วฉู่หลี่ไม่รู้ว่าการที่เขามาสืบหาเรื่องพวกนี้มันมีความหมายอะไร
ฟังคนพวกนั้นเล่าตามที่ได้ยินได้ฟังมา ดูถูกเหยียดหยาม พูดจาหยาบคาย
แต่งเรื่องกันเป็นตุเป็นตะ
ไม่มีคำพูดดี ๆ สักครึ่งเดียว
แต่เขาหยุดไม่ได้
ยิ่งมีคำคาดเดาเหลวไหลมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากรู้ความจริง
ลั่วเหวินเชิงเป็นคนที่รักษาหน้าตาและศักดิ์ศรีมาก
ถ้ารู้ว่าอดีตอันน่าอับอายที่สุดของตัวเองกำลังถูกใครบางคนขุดคุ้ยขึ้นมา คงไม่สบายใจนัก
แต่แล้วยังไง
ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่ฉู่หลี่ทำให้ลั่วเหวินเชิงไม่สบายใจ
เขาเอาแต่ใจมาโดยตลอด
สมัยยังมีชีวิตอยู่ยังมีแต่ถูกเอาเปรียบ พอตายแล้วจะไปคุกคามใครได้อีกล่ะ?
คนตายก็เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกใครต่อใครจับต้องได้ แม้แต่คนที่จะมาจัดงานศพให้ตัวเองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยสักนิด
ถ้าไม่อยากให้ใครขุดอดีตพวกนี้ขึ้นมา ก็อย่าตายสิ!
...
ฉู่หลี่ตามหาโรงเรียนดัดสันดานที่เพื่อนบ้านพูดถึงจนเจอ
มันทรุดโทรมรกร้าง ถูกทิ้งไว้นานหลายปี
ป้ายก็ถูกรื้อออกไปแล้ว เหลือเพียงร่องรางเลือนรางที่พอจะระแคะระคายได้ว่าเคยเป็นอะไร...อะไร...โรงเรียนนั่นแหละ
ตลกจริง ๆ ที่กระจอก ๆ แบบนี้ก็กล้าเรียกว่าโรงเรียน
คนที่เข้ามาที่นี่จะเรียนรู้ได้อะไรกัน?
...
ฉู่หลี่ปีนกำแพงเข้าไป
ลวดหนามแบบใบมีดบนยอดกำแพงก็ขึ้นสนิมผูกร่อน แค่ใช้ไม้เขี่ยก็เปิดออกได้ง่าย ๆ เขาปีนเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ทั้งที่ภายนอกเป็นตอนสายของวันที่แดดแรง ภายในลานบ้านนี้กลับร่มครึ้ม
ฉู่หลี่ชะงักนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังก้าวเท้าเดินเข้าไป
...
กลิ่นเหม็นอับข้างในอบอวลไปด้วยกลิ่นซากหนูเน่า
จริง ๆ ก็ไม่ได้ใหญ่มาก มีแค่สามชั้น
ห้องต่าง ๆ ถูกลากย้ายของออกไปจนหมด เหลือก็แต่ขยะไร้ความหมายบางส่วน
ทว่าบนผนังยังมีร่องรอยที่เคยเป็นที่วางโต๊ะเก้าอี้หรือเตียงหลงเหลืออยู่
...
จู่ ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังมาจากชั้นบน
ในโถงทางเดินที่ว่างเปล่า เสียงแหลมนั้นดังก้องกังวานไปไกล
ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนอื่นอยู่
ฉู่หลี่เดินขึ้นไปชั้นสอง แต่กลับไม่เห็นเงาใครเลย
"ใครน่ะ? มีคนอยู่ไหม?"
เขาเห็นห้องทางด้านหน้าข้างประตูบันได มีป้ายแขวนตรงขอบประตูเขียนว่าห้องเก็บเอกสาร
ประตูห้องเก็บเอกสารเปิดแง้มอยู่
ข้างในเหลือเพียงตู้เก็บเอกสารที่แตกพังเพราะถูกทุบตี
ข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งหมดถูกเอาไปจนเกลี้ยงแล้ว
สิ่งที่ถูกทิ้งไว้คือจดหมายสารภาพผิดที่เด็ก ๆ เขียน
เกลื่อนกลาดเต็มพื้น
เขาเก็บขึ้นมาใบหนึ่งตามบุญตามกรรม ตรงชื่อผู้เขียนมีข้อความว่า: "ผู้เขียนคำสารภาพ: จ้าวหลี"