เปลวโลหิตบนร่างของสายบุหรงค่อย ๆ เลือนหายไป
สิ่งที่มาแทนที่คือเปลวไฟสีแดงฉานที่เฉินอี้ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่... ไฟโลหิตอมตะน่ะหรือ?”
สีหน้าของเฉินอี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ข้อแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างขั้นหกกับขั้นห้าคือไฟโลหิตอมตะ
นี่คือสิ่งที่มีอยู่เหนือกว่าเปลวโลหิต หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในขั้นห้า พลังอำนาจล้ำหน้ากว่าแต่ก่อนมาก
ขอเพียงแค่สัมผัสมันเข้า มิตรายก็ยากหลีกพ้น
“หอกเพลิงพิโรธเผ่านภา!”
สายบุหรงเปล่งเสียงคำรามกึกก้อง ปลายหอกพลันถูกห่อหุ้มด้วยไฟโลหิตอมตะที่กำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
คมปลายหอกที่แหลมคมกริบหอบเอามวลคลื่นร้อนระอุถาโถมเข้าใส่เฉินอี้ พลังมหาศาลสะเทือนฟ้าดิน
เฉินอี้ขมวดคิ้วแน่น
เขาเข้าใจดีว่าการโจมตีครั้งนี้มิอาจเทียบกับก่อนหน้าได้เลย
เขาระเบิดพลังทั้งหมดที่มี ฟันดาบดิ่งลง
“ตูม!”
เสียงกัมปนาทน่าสะพรึงกลัวดังสนั่น ราวกับฟ้าผ่าลงกลางดิน หูแทบดับ ก้องกังวานไปทั่วทั้งเขตเหอยวิ๋น
เฉินอี้ไร้เรี่ยวแรงจะต้านทาน ถูกตีกระเด็นวูบออกไปอย่างแรง!
แรงมหาศาลผลักร่างของเขาพุ่งชนทะลุตึกหลายหลังเป็นแนวยาว กว่าจะหยุดได้อย่างทุลักทุเล
และตำแหน่งที่เขาอยู่ยังก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ราวกับปากปล่องภูเขาไฟ!
“แค่ก ๆ...”
เฉินอี้ฝืนประคองร่างที่แตกระแหงคุกเข่าลงบนเข่าข้างเดียว
ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลอาบ
มองไปทั่วทั้งร่างไม่พบส่วนใดที่สมบูรณ์เลย มีแต่เนื้อหนังฟกช้ำเละเทะไปหมด!
เขาเพียงรู้สึกว่าภายในกายของตนราวกับทะเลถล่มผืนดินพังทลาย อวัยวะภายในทั้งหมดจากการโจมตีครั้งนั้น แทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
บาดเจ็บสาหัส เรี่ยวแรงต่อสู้แทบไม่เหลือ
ไกลออกไป
หน่วยกรมปราบยุทธที่เฝ้าจับตาสถานการณ์มาตลอด เมื่อเห็นสภาพของเฉินอี้ ต่างมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
