เจียงอวิ๋นพาหลินเชียนเจี๋ยกับทนายหวังเดินออกไป เธอเดินสวนกับมู่เหมี่ยนพอดี
มู่เหมี่ยนตัวแข็งทื่อ เธอไม่รู้ว่าควรเรียกอีกฝ่ายไว้หรือไม่ ทั้งยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นแม่ของเธอหรือเปล่า
แม่ของเธอน่าจะเป็นผู้หญิงที่ยากจนขัดสน ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็หาเงินได้ไม่มาก จึงไม่มีปัญญาซื้อตั๋วเครื่องบินและไปหาเธอที่ต่างประเทศไม่ได้
แม่ของเธอน่าจะสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ใบหน้าควรเต็มไปด้วยริ้วรอย… ผู้หญิงคนนั้นไม่เหมือนกับที่เธอจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย
ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ของเธอ แล้วดูร่ำรวยขนาดนั้น ทำไมถึงไม่มาหาเธอล่ะ?
“มู่เหมี่ยน ทำไมเหม่ออีกแล้ว?” ฝางรุ่ยตบไหล่เธอเบา ๆ “คราวหน้าเหม่อในห้องทำงานก็พอ อย่าให้กระทบภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจภูธรเมืองของเราสิ”
มู่เหมี่ยนฝืนยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก “รู้แล้วค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ฝางรุ่ยแทบไม่เคยเห็นมู่เหมี่ยนมีสีหน้าเศร้าขนาดนี้
มู่เหมี่ยนส่ายหน้า เธอไม่เป็นอะไร แค่ต้องปรับเปลี่ยนภาพจำเกี่ยวกับแม่ในหัวของตัวเองใหม่เท่านั้น
“ฝางรุ่ย ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว” มู่เหมี่ยนยิ้มให้ฝางรุ่ยอีกครั้ง คราวนี้เธอดูมีความสุขจริง ๆ
ฝางรุ่ยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคตรวจสอบว่าภาพถ่ายเหล่านั้นเป็นของจริงหรือไม่ เจ้าหน้าที่รายงานกลับมาว่าภาพทั้งหมดไม่มีร่องรอยการตัดต่อสังเคราะห์ น่าจะเป็นภาพถ่ายจริง
ฝางรุ่ยกับหลี่หลานหลาน เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาของสถานีตำรวจ ร่วมกันสอบปากคำหลู่เทียน
หลู่เทียนอายุยี่สิบเจ็ดปี เธอสวยมาก มีความงามแบบคลาสสิก แต่ตอนนั่งอยู่ในห้องสอบสวน ใบหน้ากลับซูบเซียวอิดโรย ดวงตาหงส์คู่สวยบวมแดงจากการร้องไห้
หลี่หลานหลานถามหลู่เทียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “คุณหลู่คะ ขอถามหน่อยว่าคุณกับหลินเชียนเจี๋ยมีความสัมพันธ์กันอย่างไรคะ?”
