หลี่ชิงลั่วพักอยู่ในเรือนรับรองธรรมดา
แม้จะไม่มีผู้ใดบุกรุกเข้ามาได้ตามอำเภอใจ ทว่าหากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น นางเพียงร้องตะโกนดัง ๆ อีกไม่นานเหล่าพรตก็จะได้ยินกันทั่ว
ชั่วครู่เดียว รอบเรือนรับรองก็เนืองแน่นไปด้วยเหล่าพรตน้อย
เหล่าบ่าวไพร่จวนแม่ทัพเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อครู่ยังฮึกเหิมเป็นนักหนา บัดนี้กลับยืนนิ่งเงียบงัน ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กไร้สุ้มเสียง
“สาธุชนทั้งหลาย มาถึงสำนักพรตชิงซงก่อความวุ่นวายจับมัดผู้คน เช่นนี้เห็นพวกเราซึ่งเป็นพรตและสำนักพรตชิงซงเป็นอากาศธาตุหรืออย่างไร”
พรตวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่งไว้หนวดเครายาวเดินฝ่าผู้คนมาด้านหน้า
เขาเป็นอาจารย์อาของเหล่าพรตน้อย นามว่าหลิงเฟิงจื่อ ทั้งยังเป็นสหายร่วมถางดินปลูกผักของหลี่ชิงลั่วช่วงนี้ด้วย
เห็นหลี่ชิงลั่วถูกมัดตรึงแน่นหนาแถมยังถูกปิดปาก หลิงเฟิงจื่อพลันขมวดคิ้ว
ช่างเกินกว่าเหตุยิ่งนัก!
นี่มันการเชิญผู้คนที่ไหน?
ชัดเจนว่าเป็นการลักพาตัว!
แววตาหลิงเฟิงจื่อฉายแวบคมกริบ เขาจ้องมองเหล่าบ่าวไพร่ดุร้ายกลุ่มนั้น หญิงรับใช้วัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตัวสั่นงันงกออกมา
“ท่า...ท่านพรต ข้า...ข้าทั้งหลายรับบัญชาจากนายท่าน ให้มารับคุณหนูรองที่เดินทางกลับล่าช้ากลับจวน หากล่วงเกินไป ขอ...ขอได้โปรดอภัยด้วย ข้า...ข้าทั้งหลายจะไปเดี๋ยวนี้ คืนความสงบให้ท่านพรตทั้งหลายโดยพลัน!”
นางโบกมือหมายจะพาคนจากไป แต่ยังไม่ทันพยุงผู้ใดขึ้น ชุยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างก็พุ่งเข้าหาหลี่ชิงลั่ว โผกอดขานางไว้แน่นพลางร่ำไห้ตะโกนว่า “ไม่จริง! นางโกหก! ท่านพรตทั้งหลาย ขอได้โปรดช่วยคุณหนูของข้าด้วยเถิด พวกมันมาถึงก็มัดเลย หาใช่ท่าทีการเชิญผู้คนแต่ประการใด ทั้งยังมิได้หยิบป้ายประจำกายของจวนแม่ทัพออกมาให้เห็น หากคุณหนูถูกพวกมันพาตัวไปเช่นนี้ ต้องมีเคราะห์ร้ายเป็นแน่!”
หลี่ชิงลั่วมองชุยเอ๋อร์อย่างคาดไม่ถึง
นางนึกไม่ถึงว่า ยามนี้สาวใช้ผู้นี้กลับจะกระโจนออกมาปกป้องตน
นางคือคนข้างกายภรรยาสกุลชวี ดังนั้นแม้จะย้อนคืนชีพมา ตนเองก็ไม่เคยคิดจะดึงตัวนางเข้าพวกแต่แรก
อีกทั้งหลายวันที่ขึ้นมายังสำนักพรตชิงซง แม้ตนจะใช้ชีวิตอย่างขะมักเขม้นและอิ่มเอมในแต่ละวัน ทั้งยังมิได้สนใจชุยเอ๋อร์มากนัก แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังระแวดระวังนางอยู่บ้าง
แต่ไม่คาดคิดว่าในยามนี้ นางจะปกป้องตนในฐานะนายครึ่งหนึ่ง
ทว่าถึงชุยเอ๋อร์ไม่กระโจนออกมา หลี่ชิงลั่วก็ไม่กังวลว่าตนจะถูกพวกคนเหล่านั้นพาตัวไปจริง ๆ
นอกจากสหายพรตเหล่านี้แล้ว นางยังเชื่อว่า หลายวันมานี้ท่านยาย่อมแอบสังเกตตนอยู่
ด้วยนิสัยของฮูหยินผู้เฒ่าเผย หากนางได้มอบตำราคัดอักษรให้ตนถึงเพียงนี้แล้ว ย่อมไม่นิ่งดูดายไม่ใส่ใจเรื่องนี้เป็นแน่
ดังนั้นทางฝั่งท่านยาย่อมใกล้มาถึงแล้ว
เป็นดังคาด หลิงเฟิงจื่อไม่ยอมหลีกทาง หลี่ชิงลั่วก็ถูกชุยเอ๋อร์กอดรัดไว้แน่น สถานการณ์จึงชะงักงันไปชั่วขณะ
ทว่าในจังหวะนั้น แม่นมจางก็นำขบวนผู้คนมาถึงอย่างเร่งรีบ
“ทำอะไรน่ะ!? คราอาจหาญ กล้าปฏิบัติต่อบุตรสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพเช่นนี้! หาเรื่องกินหวาย! พวกเจ้า ไอ้พวกต่ำศักดิ์สูงล่วงผู้ดีนี่ จับพวกมันมัดให้ข้าหมด!”
“สหายพรตทั้งหลาย โปรดช่วยเหลือด้วยสักหน่อย”
แม่นมจางสะบัดมือใหญ่ สาวใช้ทำงานหนักหลายนางด้านหลังต่างยกกระบองเข้ามาทันใด เหล่าพรตก็ได้รับ ‘คำเชื้อเชิญ’ ของแม่นมจางแล้ว จะยังมีผู้ใดเกรงใจอีกเล่า?
ทุกคนกรูกันเข้ามา เพียงไม่กี่อึดใจก็กดเหล่าบ่าวไพร่จวนแม่ทัพแนบอยู่กับพื้น รวมถึงเด็กรถที่เคยขับรถม้าให้หลี่ชิงลั่วคนนั้นด้วย ล้วนถูกมัดไว้แน่นหนา
หลี่ชิงลั่วก็ถูกแก้เชือกออกอย่างว่องไว แม่นมจางมองสำรวจนางด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ?”
หลี่ชิงลั่ว “ขอบคุณแม่นมจาง ดีที่ทุกคนมาทันท่วงที ข้าไม่เป็นไร”
แม้หลี่ชิงลั่วจะดูลุกลี้ลุกลนอยู่บ้าง สีหน้ามีแววตื่นตระหนกตกใจ แต่ก็ยังคงสงบนิ่งได้
นางโน้มกายเล็กน้อยให้แม่นมจางและเหล่าพรต พร้อมกล่าวด้วยความจริงใจ “ขอบคุณเหล่าแม่นมและท่านพรตทั้งหลายที่ให้ความช่วยเหลือ”
“พวกมันบอกว่ามาจากจวนแม่ทัพ แต่ข้ายังไม่ได้พบหน้าท่านย่า จึงไม่กล้าเชื่อถือพวกมันโดยพลัน เรื่องวุ่นวายนี้จึงเกิดขึ้น ขอท่านแม่นมโปรดช่วยตัดสินความให้ข้าด้วยเถิด”
ทว่าสาวใช้จากจวนแม่ทัพที่อยู่ข้าง ๆ กลับโวยวายอย่างไม่ยอมจำนน
“พวกข้าเป็นคนของจวนแม่ทัพ ได้รับคำสั่งจากนายท่านให้มาปฏิบัติภารกิจ พวกเจ้าควรรีบปล่อยพวกข้า! ไม่เช่นนั้นรอพวกข้ากลับไปรายงานนายท่าน จะต้องเอาพวกเจ้ากับสำนักพรตชิงซงนี่ไปสอบสวนแน่!”
แม่นมจางส่งสายตาให้หญิงใช้วัยกลางคนที่อยู่ด้านข้าง หญิงนั้นก้าวเข้าไปพลางตบปากอีกฝ่ายดังฉาดใหญ่ทันที
“หุบปาก! ของเล่นโง่เง่า เจ้ามาปฏิบัติภารกิจ ปฏิบัติภารกิจอะไร!?”
“ชุยเอ๋อร์บอกแล้ว มิเห็นพวกมันหยิบป้ายประจำกายอะไรออกมา พอมาถึงก็ไม่เชิญหน้า ทั้งยังไม่ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า กลับจับคุณหนูมัดตรึงห้าดอกเช่นนี้! หากมิใช่โจรผู้ร้ายอุกอาจแล้วจะเป็นอะไร?”
หลิงเฟิงจื่อก็ตามมาติด ๆ หัวเราะเย็นพลางประสานมือกล่าว “โย่ อำนาจขุนนางนี่ไม่เล็กเลยนะ ข้าทาสของจวนแม่ทัพเพียงไม่กี่คน ยังจะเอาสำนักพรตชิงซงของข้าไปสอบสวน? เหอะ ๆ สำนักพรตชิงซงของข้าตลอดหลายปีนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเผยเป็นผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดู หาได้ข้องเกี่ยวกับจวนแม่ทัพของพวกเจ้าแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว พวกเจ้าคิดจะเอาพวกข้าไปสอบสวน พวกเจ้ามีคุณสมบัตินั่นหรือ?”
“วันนี้ต่อให้แม่ทัพใหญ่หลี่จะมาเอง ก็ไม่มีเหตุผลเช่นนี้!”
หลี่ชิงลั่วกลั้นยิ้มในใจไว้ได้อย่างยากลำบาก
หลิงเฟิงจื่อและสำนักพรตชิงซงนี่ ช่างรู้สำนึกดีนัก
เชิดชูท่านย่าไว้สูงส่ง ไม่แปลกใจเลยที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาหลายปี ที่ท่านย่าเต็มใจพักอยู่ที่นี่ เป็นเพราะความสงบและอิสระอย่างแท้จริง
แม่นมจางก็โมโห
สั่งการให้ลากไอ้พวกบ่าวทรยศเหล่านี้ออกไปโบยคนละสิบทีใหญ่ก่อน
การนี้จวนแม่ทัพส่งบ่าวชายและหญิงรับใช้มาแปดคน คิดเพียงจะพาสตรีสาวไปสักคน จะลำบากยากเย็นเพียงใด?
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งเคยไม่แยแสไม่ยุ่งเรื่องใดตลอดกาลปีนี้ นอกจากจะออกหน้าแล้ว พวกพรตยังกล้ามาข้องเกี่ยวแทรกแซงด้วย
ไม่นานนัก เหล่าบ่าวไพร่ก็ถูกลงโทษร้องโอดครวญโหยหวนขอความเมตตานานา
เหล่าพรตต่างถอยออกไปหมดแล้ว รอบด้านไร้ผู้ใด แม่นมจางถามหลี่ชิงลั่ว “คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าให้กระหม่อมมาถามเจ้าว่า เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้า เจ้าอยากจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”
หลี่ชิงลั่ว “แม่นม ข้าอยากแจ้งทางการ”
แม่นมจางนึกว่านางไม่เข้าใจความวกวนซับซ้อนของตระกูลใหญ่ จึงกระซิบเตือน “แจ้งทางการ? คุณหนูต้องตริตรองให้ดี ข้ามองแล้วแม้พวกมันจะทำการบุ่มบ่ามหยาบคาย แต่ก็ควรเป็นคนของจวนแม่ทัพจริง หากเจ้าแจ้งทางการ ต่อไปเมื่อกลับไปถึงจวน...”
หลี่ชิงลั่วขมวดคิ้ว “หากพวกมันคือคนจวนแม่ทัพจริง ท่านพ่อท่านแม่จะปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้เชียวหรือ? มาถึงก็ไม่ถามความสมัครใจข้า จับมัดโดยตรง ข้าคือบ่าวหลบหนี หรือเป็นบุตรสาวแห่งสกุลหลี่กันแน่? หากเป็นเช่นนี้จริง ต่อให้ข้ากลับไปจวนนั้น แล้วจะมีชีวิตที่ดีงามได้อย่างไร? มิกลับเสียเลยยังดีกว่า!”