เซี่ยจิ้งหย่าไม่ได้เบียดเข้าไปข้างหน้า แต่ซ่อนตัวอยู่หลังฝูงชน ตั้งใจจะฟังว่าคนพวกนี้ก่อเรื่องเพราะอะไร
สวี่มู่และอู๋เมิ่งเฟยตามเธอมาติด ๆ
ไม่นานนัก พวกเขาก็ฟังจากเสียงตะโกนด่าของทุกคนจนเข้าใจคร่าว ๆ
สาเหตุนั้นง่ายมาก
ผลิตภัณฑ์เสริมความงามของกลุ่มหย่าเฟยมีปัญหา ทำให้หลายคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้
ไม่ใช่แค่สิวผุดขึ้นบนใบหน้า ก็เป็นผื่นคัน
ใบหน้าที่เดิมก็ไม่ค่อยสวยอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งมีตุ่มเม็ดจุดแดงเต็มไปหมด เรียกได้ว่าดูไม่ได้เลยทีเดียว
ทันใดนั้นเอง มีชายหนุ่มสวมสูทผูกเนกไทเดินออกมาจากบริษัท
เห็นเขาออกมา รปภ.ก็รีบกรูเข้าไปอารักขาเขาทันที
ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ สองสามครั้ง จากนั้นโบกมือพลางพูดว่า “ทุกคนใจเย็นก่อน ฟังผมพูดสักสองสามคำ”
“เซี่ยเฉิงยุ่นออกมาทำไมนะ”
เซี่ยจิ้งหย่าสงสัย “ตอนนี้มันยุ่งขนาดนี้ เขาขี้ขลาดจะตาย ไม่น่าจะมุดหัวอยู่เฉย ๆ หรือ”
“ต้องไม่หวังดีแน่”
อู๋เมิ่งเฟยทำปากยื่น “ไอ้ชั่วนี่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็หาเรื่องเรา คราวนี้คงกำลังกักขฬะอะไรอยู่แน่”
เหมือนจะตอบรับคำพูดของอู๋เมิ่งเฟย
เซี่ยเฉิงยุ่นส่งเสียงกังวานว่า “ประการแรก ขอขอบคุณทุกท่านที่ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของบริษัทเราซึ่งผลิตโดยกลุ่มหย่าเฟย”
“ประการต่อมา ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่ออาการแพ้ที่เกิดขึ้นหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์”
“ประการสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ผลิตภัณฑ์รุ่นนี้เป็นสิ่งที่ประธานบริษัทและเภสัชกรของเราได้ร่วมกันค้นคว้าและเปิดตัว ไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้าซึ่งเป็นรองประธานแม้แต่น้อย”
“ดังนั้นหากมีข้อสงสัยใด ๆ เชิญไปหาประธานบริษัทและเภสัชกรของเรา”
“เธออยู่ข้างหลังพวกคุณนั่นเอง”
พูดพลาง เซี่ยเฉิงยุ่นก็ยกมือชี้ไปยังตำแหน่งของเซี่ยจิ้งหย่า
แย่แล้ว!
เซี่ยจิ้งหย่าขมวดคิ้วแน่น
รอบด้านมีคนไม่ต่ำกว่า 30 คน ถ้าทั้งหมดกรูกันเข้ามาหาเรื่องเธอจริง ๆ แค่เบียดก็เบียดเธอตายแล้ว
เป็นจริงดังนั้น คนเหล่านั้นพอได้ยินคำพูด ก็ฮือกรูเข้ามา
ในพริบตาเดียวก็ล้อมเซี่ยจิ้งหย่าไว้ตรงกลาง
ต่างคนต่างชี้นิ้วด่าเธอ
“ไอ้คนไร้ยางอาย กล้าขายเครื่องสำอางกากเดนให้พวกเรา ดูหน้าข้าสิแพ้หมดแล้ว”
“คิดว่าแม่นี่ไม่มีเงินหรือไง”
“บอกไว้เลยนะ วันนี้ถ้าไม่จัดการหน้าข้าให้เรียบร้อย แม่นี่ไม่เลิกกับแกหรอก”
“ยังมีแกอีก ไอ้เภสัชกรไร้ฝีมือ ไม่มีความสามารถยังมาเรียนแพทย์อีก กล้าดียังไงมาเป็นเภสัชกรเครื่องสำอาง แกคู่ควรหรือไง”
“ตอนนี้ทำให้หน้าพวกเราเป็นแบบนี้ พวกแกต้องชดใช้”
“ไม่งั้นแม่นี่จะตบพวกแกให้ตาย”
คนพวกนี้ไม่ได้แค่พูด ยังลงมือจริงด้วย
ดูนี่สิ หญิงวัยราวสามสิบคนหนึ่งยกมือขึ้น แว้งกัดจะข่วนเซี่ยจิ้งหย่า
ไว้เล็บมือยาวเหยียด
ถ้าโดนข่วนเข้าไป ใบหน้างดงามของเซี่ยจิ้งหย่าคงต้องเสียโฉมแน่
อู๋เมิ่งเฟยตกใจจนหน้าถอดสี
แต่เธอก็ถูกล้อมอยู่เหมือนกัน ช่วยอะไรไม่ได้เลย
ส่วนพวก รปภ. ก็อยู่รอบนอก ต่อให้อยากช่วย ก็บุกร่นไม่ได้
มีก็แต่เซี่ยเฉิงยุ่นในชุดสูท ที่เห็นภาพนี้แล้ว รอยยิ้มสมหวังก็ผุดบนใบหน้า
เพี๊ยะ!
ไม่ทันที่เล็บจะแตะถึงหน้าเซี่ยจิ้งหย่า สวี่มู่ก็ลงมือ
ตบหน้าเข้าที่หญิงคนนั้นเต็มแรง
เพียงครั้งเดียว ก็ตบเธอปลิวออกไป ล้มทับระเนระนาด
คนรอบข้างอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็ได้สติกลับมาเร็วมาก แผดเสียงร้องกรูเข้าใส่เซี่ยจิ้งหย่า
“แกทำให้หน้าพวกเราเสีย ยังบังอาจลงมือก่อนอีก โลกนี้ไม่มีกฎหมายแล้วหรือไง”
“รุมกันเลย วันนี้ยังไงก็ไม่ให้มันไป”
“ไอ้ผู้ประกอบการชั่วช้าแบบนี้ ต้องจับมันเข้าคุก”
คนพวกนั้นกรูเข้ามาเร็ว แต่ถูกตีถอยกลับไปเร็วกว่า
สวี่มู่ไม่ตามใจพวกเขา
ใครก็ตามที่ลงมือ ถูกสวี่มู่ใช้หมัดเท้าซัดกระเด็นไปหมด
เซี่ยจิ้งหย่าเป็นน้าสาวของเซี่ยอวี่ฉิง ตัวเขายังต้องพึ่งพาเธอช่วยตามหาเซี่ยอวี่ฉิง
จึงต้องอารักขาเธอไว้
รปภ.ฉวยโอกาสบุกร่นเข้ามา อารักขาเซี่ยจิ้งหย่า
จนถึงตอนนี้ เซี่ยจิ้งหย่าถึงได้สติว่าเกิดอะไรขึ้น
สวี่มู่ตีคนแล้ว
และตีคนที่เป็นลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มหย่าเฟยด้วย
ดังคำว่า ลูกค้าคือพระเจ้า
สวี่มู่ก็เหมือนจะตีพระเจ้ายังไงล่ะ
ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ต่อไปใครจะกล้าซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มหย่าเฟยอีก
ผลิตภัณฑ์มีปัญหา ก็ควรเจรจาหาทางแก้
การลงมือลงไม้ นั่นมันพวกอิทธิพลชั่วร้าย
แต่ยังไม่ทันที่เซี่ยจิ้งหย่าจะตำหนิ เซี่ยเฉิงยุ่นก็เปิดปากเสียก่อน
ชี้หน้าสวี่มู่ แข็งกร้าวว่า “แกเป็นใคร อาศัยอะไรมาตีลูกค้าของกลุ่มหย่าเฟยพวกเรา”
“ข้าเกลียดที่สุดให้ใครมาเอานิ้วชี้หน้า”
สวี่มู่โผวตัวครั้งเดียวก็ถึงตรงหน้าเขา คว้าข้อมือไว้ฉับ
กร๊อบ
เสียงหักดังกร๊อบ สวี่มู่หักข้อมือเซี่ยเฉิงยุ่น
เขาเจ็บจนกระโดดดิ้นพล่าน ตะโกนเรียก รปภ.ให้มาจัดการสวี่มู่
พวก รปภ.มองหน้ากันเอง กลัวจนไม่กล้าขยับ
ก็บ้าสิ!
ฝีมือของสวี่มู่เมื่อครู่ พวกเขาเห็นกับตาหมดแล้ว
ต้องเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือแน่
หาเรื่องเขา ต่างอะไรกับหาที่ตาย
ได้เงินเดือนเดือนละไม่กี่พัน ยังไม่ถึงกับต้องไปสู้เอาชีวิต
สวี่มู่พูดต่อว่า “ที่แกบอกว่าเป็นลูกค้าใช่ลูกค้าจริงหรือ”
“ข้าว่ายังไงก็เหมือนแกจ้างมา”
“แกหมายความว่ายังไง”
เซี่ยเฉิงยุ่นโมโห
“หมายความว่าไง หรือต้องให้ข้าพูดตรง ๆ”
สวี่มู่ทำท่าไม่ยี่หระ “คิดว่าแค่ทาสีลงบนหน้า ก็แสร้งทำเป็นแพ้ได้หรือ”
“กลเม็ดเล็ก ๆ แบบนี้หลอกน้าสาวข้าได้ แต่ไม่พ้นเนตรเพลิงของข้าหรอก”
“สวี่มู่ ที่แกพูดเป็นความจริงหรือ”
เซี่ยจิ้งหย่าตื่นตระหนก
“เหลวไหล ก็ต้องจริงสิ”
สวี่มู่ยืนยันหนักแน่น “ถ้าไม่เชื่อ ตอนนี้ก็โทรแจ้งตำรวจเลย ให้ตำรวจจับพวกเขา สอบสวนก็รู้”
เซี่ยจิ้งหย่าครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ
แต่ก็หยิบมือถือกะจะโทรแจ้งตำรวจ
ถึงอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้ก็บานปลายกลายเป็นวิวาทแล้ว มีแต่แจ้งตำรวจถึงทางออกที่ดีสุด
เซี่ยเฉิงยุ่นสีหน้าบึ้งตึง “เซี่ยจิ้งหย่า ห้ามแจ้งตำรวจ”
“ทำไม”
สวี่มู่พูด “เมื่อกี้ข้าเห็นแกส่งสายตาให้คนพวกนี้ไปมา นี่ใช่ที่แกจ้างมาจริง ๆ หรือเปล่า”
“จงใจกลั่นแกล้งน้าสาวของข้า”
เซี่ยจิ้งหย่าก็กวาดตามองเขาอย่างคาดคั้น
“บ้า”
เซี่ยเฉิงยุ่นโพล่งด่า “เรื่องนี้เกิดหน้าบริษัทเรา แถมยังเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ถ้าแจ้งตำรวจ จะต้องกระทบชื่อเสียงบริษัทแน่”
“ส่วนที่ว่าจะกลั่นแกล้งเซี่ยจิ้งหย่าน่ะ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่”
“เธอเป็นอาเล็กของผม พวกเราคนครอบครัวเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน ผมจะกลั่นแกล้งเธอได้ยังไง”
“แล้วนี่แกเรียกเซี่ยจิ้งหย่าว่าน้าสาวได้ไง”
“ทำไมข้าถึงจำไม่ได้ว่ามีญาติอย่างแก”
“เรื่องของข้า”
สวี่มู่เรียบเฉย “แต่น้าสาวมีหลานอย่างแก นับเป็นความโชคร้ายของตระกูลจริง ๆ”
ได้ยินคำนี้ เซี่ยเฉิงยุ่นโกรธจนแทบกระอักเลือด
เขาถึงไม่ใช่เสาหลักของตระกูลเซี่ย แต่ยังไงก็จบมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง แล้วไปศึกษาต่อต่างประเทศ
เป็นคนที่ตระกูลเซี่ยทุ่มเทอบรม
ต่อไปต่อให้ไม่ได้สืบทอดกิจการตระกูล แต่อย่างน้อยก็เป็นบุคคลสำคัญของตระกูลเซี่ย
มาถึงปากสวี่มู่ เขากลับกลายเป็นคนพาลที่ทำให้ตระกูลโชคร้าย
สวี่มู่ไม่สนใจเซี่ยเฉิงยุ่นอีก หันไปเสนอเซี่ยจิ้งหย่าว่า “น้าสาว จริง ๆ แล้ววิธีง่ายสุดก็คือจับพวกเขามาสอบสวน ก็รู้ว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับเซี่ยเฉิงยุ่นหรือไม่”
“ใช่ ฉันเห็นด้วยกับสวี่มู่”
อู๋เมิ่งเฟยเสริม “คนพวกนี้กล้าใส่ร้ายภาพลักษณ์บริษัทเรา ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด”
เธอก็คือเภสัชกรของกลุ่มหย่าเฟย
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเกิดปัญหาแพ้ เธอผู้เป็นเภสัชกรก็หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้
ดังนั้นเธอถึงได้สนับสนุนสวี่มู่ ให้จับคนพวกนี้มาสอบให้รู้แน่ว่าใบหน้าพวกนางแพ้จริงหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
ได้ยินดังนั้น ลูกค้าพวกนั้นก็ร้อนใจ พากันหันมองเซี่ยเฉิงยุ่นไม่หยุด
เซี่ยเฉิงยุ่นแอบโบกมือลับหลัง คนพวกนั้นก็เหมือนได้ดูดดื่มอภัยโทษ พากันวิ่งหนีเตลิด
“พี่หย่า ยังมัวอึ้งอะไรอยู่ รีบสั่งให้สวี่มู่จับพวกเขาเร็ว ก่อนจะหนีกันหมดแล้ว”
อู๋เมิ่งเฟยร้อนใจ
เซี่ยจิ้งหย่าทอดถอนใจ “พวกเขาก็แค่คิดจะรีดไถสักหน่อย ตอนนี้หนีไปแล้วก็ช่างเถอะ”
“ที่บริษัทยังมีเรื่องอีกมากต้องจัดการ เปลืองเวลาต่อไปอีกไม่ได้”
จากนั้นหันไปพูกกับสวี่มู่ว่า “สวี่มู่ วันนี้ต้องขอบใจแกจริง ๆ ถ้าไม่ใช่แก…”
ไม่ทันนางพูดจบ สวี่มู่ก็โบกมือ “น้าสาว ไม่ต้องพูดคำเกรงใจแล้ว อย่าลืมเรื่องที่รับปากข้าก็พอ”
“แกวางใจ ข้าไม่มีวันลืม”
เซี่ยจิ้งหย่ารับปาก “แกคอยอยู่ที่ห้องโถงสักครู่ก่อนเถอะ รอข้าจัดการเสร็จ จะรีบพาแกไปหาเซี่ยอวี่ฉิง”
ครอกๆๆ
ท้องของสวี่มู่ร้องขึ้นในจังหวะที่ไม่เหมาะไม่ควร
ทำเอาเขาแทบจะหน้าแดง
เมื่อเช้ารีบร้อนไป กินข้าวไม่ทัน
เดินเขาไปครึ่งค่อนวัน แถมนั่งรถมาตั้งนาน ตอนนี้เลยเที่ยงไปแล้ว
อดอาหารมาสองมื้อ สวี่มู่จอมตะกละไม่หิวก็แปลกแล้ว
เซี่ยจิ้งหย่าตบหน้าผาก เอ่ยขอโทษ “โทษฉันเอง มัวแต่วุ่นคิดเรื่องงานจนลืมเวลา”
“เฟยเฟย แกพาเสี่ยวมู่ไปกินข้าวก่อนเถอะ”
“รอพวกแกกลับมา ทางฉันคงใกล้จะประชุมเสร็จแล้ว”
อู๋เมิ่งเฟยเองก็เต็มไปด้วยข้อสงสัยกองพะเนินจะถามสวี่มู่ จึงรับปาก
ขับรถพาสวี่มู่ไปร้านอาหารฝรั่งมีระดับแห่งหนึ่ง
พอนั่งลง เธอก็ถามอย่างอดใจไม่ไหวว่า “สวี่มู่ แกดูออกได้ไงว่าคนพวกนั้นแต่งหน้าหลอกว่ามีอาการแพ้”
“ข้าน่ะเป็นหมอเทวดา ต่อให้เป็นกลเม็ดเล็กน้อยแค่นี้ก็ดูไม่ออก ก็ไม่สมเป็นหมอเทวดาแล้ว”
สวี่มู่ยืนยันนัก
“เชอะ”
อู๋เมิ่งเฟยเบะปาก เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ “ไม่อยากบอกก็ช่างเถอะ”
“สั่งอาหารกันเถอะ ฉันขอสเต็กหนึ่งที่ แกเอาอะไร”
“เหมือนเธอนั่นแหละ”
สวี่มู่เพิ่งออกจากบ้านครั้งแรก แม้ว่าสเต็กหนึ่งที่มีกี่ชิ้นก็ไม่รู้
พอสเต็กถูกยกมา สวี่มู่ก็อึ้ง
ชี้จานด้วยความสงสัย “นี่สเต็กหนึ่งที่หรือ”
“ใช่แล้ว มีปัญหาอะไรหรือ”
อู๋เมิ่งเฟยสงสัย
“นี่มันยังจะน้อยไปไหม”
สวี่มู่ตบโต๊ะตะโกนลั่น “เอามาให้ข้า 20 ที่ ไม่สิ 50 ที่”