ฉู่ยี่ยิ้มบาง จากนั้นนำคำพูดที่เตรียมไว้แล้วออกมาใช้
“พี่ ก่อนหน้านี้ที่เถ้าแก่ฉินให้ผมมาเป็นบอดี้การ์ด ไม่ใช่เพราะมีคนคอยคิดร้ายเขาอยู่ตลอดหรอ”
“ตอนนี้คนคนนั้นสืบจนรู้ตัวแล้วครับ ก็คือน้องชายต่างแม่ของเขา ฉินเยวียน ตอนนี้คนก็ถูกเถ้าแก่ฉินจับตัวไปแล้ว ผมก็เลยไม่ต้องอยู่ต่อแล้วน่ะครับ”
ได้ฟังคำอธิบายนี้ สวีหมั่งก็ขบคิดครู่หนึ่ง สีหน้าแสดงความเข้าใจแจ่มแจ้ง
เขานึกขึ้นได้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ ฉินชวนฉือตามหาฉินเยวียนไปทั่วทั้งเมืองหลวงอยู่จริง ๆ
พูดแบบนี้ ครั้งที่แล้วในย่านโคมแดงที่ฉินชวนฉือถูกอ้วนฟู่ตามล่า ก็เป็นฝีมือของโอเมก้าคนนั้นอีกหรอกเรอะ?
เฮ้อ ไอ้โอเมก้าในเมืองหลวงนี่ร้าย ๆ เยอะจริง ๆ
คิดไปพลาง สวีหมั่งก็หันกลับมามองฉู่ยี่ แต่ในแววตาก็ยังอดที่จะเผยความเสียดายออกมาไม่ได้
ขาใหญ่โคตร ๆ เลยนะ!
อยู่ ๆ ก็หลุดมือไปแบบนี้ น่าเสียดายชะมัด!
สีหน้าซับซ้อน เขาตบบ่าฉู่ยี่เบา ๆ
“เสี่ยวอี้เอย ถึงตอนนี้นายจะไม่ได้ทำงานให้เถ้าแก่ฉินแล้ว แต่เราต้องรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ให้ดีนะ! วันข้างหน้าอาจจะยังมีที่ให้ใช้สอยอีกก็ได้!”
น้องชายเขา เขารู้จักดี!
ฉู่ยี่นิสัยยังไง สวีหมั่งรู้แก่ใจดี! ก็แค่เกลียดการเข้าสังคมทางธุรกิจแบบนั้นน่ะสิ
เมื่อก่อนฉู่ยี่ไม่ชอบก็แค่ไม่ชอบ สวีหมั่งก็จัดการเองทั้งหมด ปล่อยให้ฉู่ยี่ยืนเป็นรูปปั้นอยู่ข้าง ๆ ยังไงเสียปากฉู่ยี่ก็ไม่เก่งพูด เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว
