ห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงเบาๆ ของแอร์ที่เป่าลมออกมา
หลิว เชายืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น สัมผัสถึงอุณหภูมิและน้ำหนักจากมือที่วางบนไหล่ รวมถึงกลิ่นน้ำหอมจางๆ
เขาไม่กล้าขยับ
ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ
เพราะกลัวว่าหากเขาขยับ ผู้หญิงที่ปกติแข็งแกร่งราวกับไม่มีใครเทียบได้คนนี้จะถอยกลับไป สวมเกราะป้องกันที่แน่นหนาอีกครั้ง
ผ่านไปหนึ่งนาที เสิ่น ม่านอี๋ก็เงยหน้าขึ้นมาทันที
เธอมองหลิว เชา ใบหน้าฉายแววซับซ้อน
แล้วเธอก็ปล่อยมือของเขา
“รินน้ำให้แก้วนึง”
หลิว เชารีบลุกขึ้นไปรินน้ำ
ตอนเขาถือแก้วกระดาษกลับมา เสิ่น ม่านอี๋ก็ดื่มจียงเสี่ยวไป๋ไปเกินครึ่งขวดแล้ว
“อา นี่จะดื่มน้ำอีกไหมครับ”
“ดื่ม”
เสิ่น ม่านอี๋รับแก้วกระดาษ ดื่มหมดรวดเดียว
แล้ววางแก้วลงบนโต๊ะข้างเตียง เงยหน้ามองหลิว เชา
“เสี่ยวเชา”
“ครับ”
“มีแฟนหรือยัง”
“ยังไม่มีครับ”
“เคยคบใครไหม”
“…ไม่เคยครับ”
เสิ่น ม่านอี๋จ้องเขาไม่กะพริบตาอยู่ห้าวินาทีเต็ม
แล้วมุมปากก็ค่อยๆ ยกขึ้น
รอยยิ้มนั่นทำให้หลิว เชารู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
ผิดปกติ
ทำไมรู้สึกเหมือนเหยื่อถูกเล็งเป้าแล้ว
“มานี่”
เสิ่น ม่านอี๋ตบเบาๆ ที่ตำแหน่งข้างตัว
“อาจะสอนอะไรให้นิดหน่อย”
“สอน...สอนอะไรครับ”
หลิว เชายืนอยู่ที่เดิม ขาเริ่มอ่อน
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป อาจเขียนฐานข้อมูลประสบการณ์ชีวิตสิบเก้าปีของเขาใหม่ทั้งหมด
“นั่งก่อนแล้วค่อยคุย”
น้ำเสียงเสิ่น ม่านอี๋ไม่เปิดให้โต้แย้ง
เธอเคยชินกับการทำธุรกิจ ต่อให้เมาขนาดนี้ คำพูดก็ยังไว้ท่าทีแบบเจ้านายผู้หญิง
หลิว เชายอมนั่งลงตามดีๆ
ทันทีที่นั่ง เสิ่น ม่านอี๋ก็ขยับเข้ามาใกล้ มือที่ทาเล็บสีแดงวางบนหัวเข่าของเขา
“นายบอกว่าไม่เคยคบใคร”
“ครับ”
“แล้วเคยจูบผู้หญิงไหม”
“…ไม่เคยครับ”
“แล้วจับมือล่ะ”
“อันนี้…”
หลิว เชาคิดๆ ดู ตอน ม.6 โจว ฮุ่ยเคยจูงเขาไปซูเปอร์มาร์เก็ต ถือว่าได้จับมือนิดหน่อย
แต่นั่นนับได้ไหม เธอแค่จูงเขาไปจ่ายเงิน
“ก็ไม่เคยครับ”
เสิ่น ม่านอี๋ฟังจบ ถึงกับหัวเราะเสียงดัง
เธอเมาได้ที่ขนาดนี้ พอหัวเราะทั้งตัวก็โยกเยก ชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำนั่นคงต้องรับแรงดึงไม่น้อยเลย
“อายุสิบเก้าแล้ว ยังไม่เคยผ่านอะไรเลยเหรอ”
“เด็กมหา’ลัยสมัยนี้ใสซื่อกันขนาดนี้เลยหรือไง”
หน้าหลิว เชาแดงก่ำ
โดนผู้หญิงอายุสี่สิบเอ็ดเยาะเย้ยว่าประสบการณ์ความรักเป็นศูนย์ ความอับอายนี่มันจับต้องได้เลย
“งั้นอาจะลองสอบนายดู”
เสิ่น ม่านอี๋เอียงคอ มือหนึ่งเท้าคาง ท่วงท่านั้นมีเสน่ห์และเรื่อยเฉื่อย
“นายคิดว่า ผู้หญิงใจเต้นแรงสุดเวลาเจอผู้ชายทำอะไร”
“หา”
“คือ แบบที่ทำให้ผู้หญิงใจเต้นแรงสุดน่ะ”
สมองของหลิว เชาค้นหาฐานข้อมูลความรู้ที่สะสมมายี่สิบปีอย่างรวดเร็ว
ในตำราไม่มี
อาจารย์ไม่เคยสอน
เพื่อนร่วมห้องเคยโม้ไว้เพียบ แต่ความน่าเชื่อถือเป็นศูนย์
“ใช่...ให้ดอกไม้หรือเปล่าครับ”
เสิ่น ม่านอี๋กลอกตา
“ให้ดอกไม้นั่นมันเรื่องของเด็กประถม”
“งั้น...เขียนจดหมายรัก”
“นายทะลุมิติมาจากยุคเก้าสิบหรือไง”
หลิว เชาจนคำจะพูด
เสิ่น ม่านอี๋ถอนหายใจ เหมือนเจอกระดาษสอบที่ได้คะแนนไม่ผ่าน
“ช่างเหอะ พูดไปก็ไม่เข้าใจ”
เธอยื่นมือมาจับคางของหลิว เชาโดยตรง
ท่าทางเบามือ แต่ความรู้สึกควบคุมนั้นรุนแรงมาก
“ลงมือปฏิบัติเลย”
“หา”
“อาจะสอนเองตัวต่อตัว”
ประโยคนี้มีข้อมูลมหาศาล
หน่วยประมวลผลสมองของหลิว เชาโอเวอร์โหลดทันที
ยังไม่ทันเรียบเรียงคำพูดคัดค้าน ใบหน้าของเสิ่น ม่านอี๋ก็ขยับเข้ามาแล้ว
ลิปสติกบนริมฝีปากของเธอเป็นประกายชุ่มฉ่ำใต้แสงไฟ
กลิ่นผสมระหว่างวิสกี้กับน้ำหอมราคาแพงพวยพุ่งเข้าใส่
แล้ว—
วินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน สมองของหลิว เชาก็ระเบิดพลุดอกใหญ่
เขาตัวแข็งคาอยู่ตรงนั้น
จูบของเสิ่น ม่านอี๋ไม่เหมือนที่เขาจินตนาการเลย
ไม่ใช่แบบแตะเบาๆ เหมือนในละคร
แต่เป็นจูบที่เหมือนกำลังสอน เนิบช้า และชี้นำ
เธอถึงกับหยุดระหว่างนั้น พูดอ้อแอ้เตือนว่า “อย่าเอาแต่แข็งนะ ขยับปากบ้างสิ”
หน้าหลิว เชาแดงไปถึงต้นคอ
เขาตอบสนองอย่างงุ่มง่าม
ฟันกระแทกกันดังแก๊ก
เสิ่น ม่านอี๋ร้อง “โอ๊ย” ถอยออกมาเล็กน้อย มองเขา
“นี่นายจะกินอาจาหรือจะจูบกันแน่”
“ขอโทษครับ ขอโทษ…”
“เริ่มใหม่”
เสิ่น ม่านอี๋จับคางเขาไว้ ดึงกลับเข้ามาใหม่
“เบาๆ”
“ช้าๆ”
“ใช่ แบบนั้นแหละ…”
เธอตั้งใจสอนจริงๆ
เหมือนสอนนักเรียนที่ไม่มีความรู้อะไรเลย
และสอนอย่างตั้งใจมาก
หลิว เชาไม่รู้ว่าจูบนี้กินเวลานานเท่าไหร่ อาจสามนาที หรือสามสิบนาที
รู้แค่ว่าสมองของเขาเลิกคิดสิ้นเชิง ร่างกายทำงานตามสัญชาตญาณล้วนๆ
ตอนที่ทั้งคู่ถอนตัวออกมา เขาหายใจหอบราวกับเพิ่งวิ่ง 800 เมตรเสร็จ
เสิ่น ม่านอี๋ดูไม่ได้แย่เท่าไหร่ แค่หน้าแดงกว่าเดิม ลิปสติกบนริมฝีปากเลอะเทอะหมดแล้ว
“สอบผ่าน”
เธอให้คะแนนประเมิน
“หวุดหวิดผ่าน”
หลิว เชา “…ขอบคุณครับ อาจารย์”
เสิ่น ม่านอี๋หัวเราะ “พรืด” เสียงหัวเราะนั้นใสชัดเป็นพิเศษท่ามกลางห้องเงียบ
“นายเรียกอาจารย์”
“งั้นนายต้องเรียก...อาจารย์ที่แสนดี”
ตอนเธอพูดแบบนี้ นิ้วก็ไล้จากคางของหลิว เชาลงมาถึงกระดูกไหปลาร้า
หลิว เชารู้สึกว่าอุณหภูมิร่างกายของเขาพุ่งสูงขึ้นวินาทีละองศา
“อา ผม…”
“อย่าพูด”
เสิ่น ม่านอี๋เอานิ้วแตะที่ริมฝีปากของเขา
“คืนนี้ อาอยากฟังอะไรไร้สาระ”
“อาเหนื่อย”
“อาขอ...ปล่อยตัวสักครั้ง”
ตอนเธอพูดว่า “ปล่อยตัว” น้ำเสียงเบาและสั่น
หลิว เชามองเธอ
ผู้หญิงที่ฟาดฟันในธุรกิจมากว่าสิบปีคนนี้ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่แบกบริษัทหลายแห่งไว้คนเดียวคนนี้ ผู้หญิงที่ถูกรุมล้อมด้วยหมาป่าหิวโหยแต่ไม่เคยก้มหัวให้
ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องพักโรงแรมราคาสองร้อยกว่าหยวนต่อหน้าวัยรุ่นอายุสิบเก้าปี ถอดเกราะป้องกันทั้งหมดออก
เธอไม่ได้กำลังยั่วยวนเขา
“อา” หลิว เชาเอ่ยปาก
“หือ”
“อาเย็นนี้จะทำอะไรก็ตาม ฉันไม่เอาไปพูดที่ไหน”