ในวิลล่าหรูที่สุดของเมืองไห่
“พวกแกไม่ช่วยเกลี้ยกล่อมพ่อหน่อยเหรอ?”
ซ่งเซียงหลานรู้สึกคอแห้งผาก ความคิดสับสนอลหม่าน
มองชายชราที่ใช้ชีวิตด้วยกันมาทั้งชีวิต กำลังจะหย่ากับเธอเพื่อไปหาคนรักในอดีต
สายตาที่สิ้นหวังกวาดไปทางลูกหลาน
หวังให้พวกเขาช่วยโน้มน้าว
หยางต้าซานล้วงกล่องบุหรี่ขึ้นมา ขึ้นเสียงดัง
“แกจะให้เด็กพูดอะไร?
ฉันเป็นคนมีการศึกษา แต่กลับได้แต่งกับคนอย่างแกที่เป็นแค่คนขายหมู แกรู้ไหมว่าฉันต้องกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหนมาทั้งชีวิต?
แม่เฒ่าซ่ง ฉันทนแกมาทั้งชีวิตแล้ว ขอร้องแกเถอะ ปล่อยฉันไปได้ไหม?”
ทนเธอมาทั้งชีวิต?
ซ่งเซียงหลานสมัยสาว ๆ สวย พ่อ พี่ชาย และน้องชายของเธอล้วนเป็นคนขายหมู
ตอนอยู่บ้านเกิดก็ถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาตลอด พี่ชายพี่สะใภ้ก็ดีกับเธอ
มีก็แต่น้องชายที่แสนจะเลว ส่วนน้องสะใภ้ค่อนข้างเจ้าเล่ห์ แต่ก็ไม่น่ากลัว
ปีนั้นมีคนมาสู่ขอเธอมากมาย หยางต้าซานมาส่งจดหมายรักให้เธอทุกวันตรงที่เธอเดินผ่าน
บอกว่าดวงตาเธอเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ว่าตอนเธอแล่หมูดูเหมือนแม่ทัพหญิงในยุคโบราณ
ใช้คำหวานจากหนังสือไม่กี่เล่มหว่านล้อมจนเธอใจอ่อน
หลังแต่งงาน เธอมีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวหนึ่งคน
แล้วก็รับเลี้ยงลูกชายอีกคนตามคำยุของหยางต้าซาน
หยางต้าซานรักลูกชายคนโต หยางเจี้ยนจวิน และครอบครัวของมันมาก เธอก็เลยตามใจลูกคนโต ข่มเหงลูกบุญธรรม แม้แต่ลูกสาวก็ไม่เคยอยู่ในสายตา
หยางต้าซานอวดดีว่าเป็นคนมีการศึกษา การทำไร่ไถนาแล้วหาเงินทำให้เสียหน้า
ซ่งเซียงหลานแล่หมูแถมยังต้องลงนา ทำงานบ้านงานเรือน
จัดการทุกอย่างไม่ให้หยางต้าซานต้องมาวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกในบ้าน ให้เขาอ่านหนังสืออย่างสบายใจ รักษาหน้าตาของคนมีการศึกษา
แม้แต่หยางเจี้ยนจวินตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยซักเสื้อผ้าตัวเองสักครั้ง
มาถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 70
ซ่งเซียงหลานปั่นจักรยานไปชายทะเลลักลอบขนของตามคนอื่น ทั้งหลบทั้งซ่อน บางทีต้องกระโดดทะเลไปซ่อนตัว บางทีก็วิ่งหนีขึ้นภูเขา
หาเงินก้อนแรกได้ มาขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้า ทำธุรกิจขนส่ง เปิดร้านอาหาร
สร้างเนื้อสร้างตัวจนมีสมบัติมากมาย แต่บริษัท บ้าน ที่ดิน เงินทอง กลับอยู่ในชื่อของหยางต้าซานกับหยางเจี้ยนจวินและพวกมัน
จะให้ยอมหย่าจริง ๆ เธอไม่ยอม
“จางอวี้เจวียนก็แก่แล้วเหมือนกัน” ซ่งเซียงหลานไม่ยอมแพ้
หยางเจี้ยนจวินนั่งอยู่บนโซฟา พุงพลุ้ย มือถือซิการ์
ได้ยินก็เงยหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ
“แม่ หมายความว่าไง?
แม่ของอวี้เจวียนอายุมากก็จริง แต่เธอมีสง่าราศี มีฐานะ ไม่เหมือนพวกอย่างแม่ที่เป็นแค่คนแล่หมู”
เฉินซิ่วฉิน ลูกสะใภ้ ก็เสริมด้วย
“มือของแม่บุญธรรมอวี้เจวียนยื่นออกมาน่ะ ใคร ๆ ก็ทักว่าแค่สี่สิบเอง มือของแม่สามีหยาบกร้าน มีรอยด่าง รอยเหี่ยวย่นเต็มหน้าไปหมด”
ซ่งเซียงหลานนึกว่าลูกชายลูกสะใภ้จะช่วยพูด แต่พวกมันกลับมองว่าเธอน่าอับอาย
เธอตรากตรำมาทั้งชีวิต แก่แล้วยังต้องคอยทำงานบ้านให้พวกมัน
หยางต้าซานเสียดายเงิน ไม่ยอมจ้างคนใช้ ส่วนเฉินซิ่วฉินก็บอกว่าให้คนอื่นทำงานไม่วางใจ งานบ้านทุกอย่างเลยตกเป็นของซ่งเซียงหลาน
แม้แต่วันนี้แต่เช้าตรู่ เธอตื่นขึ้นมาทำแซนด์วิชไก่ที่เหลนชายชอบ เฟรนช์โทสต์กับไข่ดาวของเหลนสาว
แล้วก็ไปซื้อมันฝรั่งทอดที่หลานชายชอบ
ทำบะหมี่หมูชิ้นโตที่หยางเจี้ยนจวินชอบ
ธัญพืชรวมกับไข่ต้มที่เฉินซิ่วฉินชอบกิน…
ยุ่งจนวุ่นวาย
เธอยังไม่ได้กินข้าวเช้าสักคำ แล้วยังต้องไปซื้อชานมแก้วแรกของฤดูใบไม้ร่วงให้หลานสะใภ้อีก
หยางต้าซานทิ้งท้ายด้วย
“ฉันถูกผูกมัดอยู่กับแกมาทั้งชีวิต นึกแล้วรู้สึกขยะแขยง ให้อิสระฉันที ปล่อยฉันไปซะ”
ว่าแล้วหยางต้าซานก็เดินออกไปไม่หันหลังกลับ
อ้างว่าจะพาจางอวี้เจวียนไปเต้นรำที่สวนสาธารณะ
หยางเจี้ยนจวินบอกให้ซ่งเซียงหลานทำตามที่หยางต้าซานต้องการ อย่าทำให้พ่อต้องมีเรื่องค้างคาในบั้นปลาย
บั้นปลายของซ่งเซียงหลานจะเป็นยังไง ไม่มีใครสน
ตอนเที่ยง เธอไม่ได้อยู่ทำอาหารที่บ้าน
ออกไปดื่มชานมแก้วแรกของฤดูใบไม้ร่วงคนเดียว
กินหม้อไฟสุกี้ มาเล่าร้อนฉ่า เผ็ดจนน้ำตาไหลพราก
อยู่ข้างนอกจนบ่ายแก่ ๆ เธอตัดสินใจปล่อยวาง
ขอแค่มีเงินก้อนหนึ่งกับหลักประกันตอนแก่ก็พอ
กลับมาบ้านตอนสามทุ่ม มือถือไม่มีสายที่ไม่ได้รับแม้แต่ครั้งเดียว
ลูกหลานไม่เคยห่วงเลยว่าเธอจะกลับบ้านไหม และไม่มีใครสนใจว่าเธอกินข้าวหรือยัง?
พอถึงบ้าน เสียงเถียงกันจากห้องหนังสือทำให้ซ่งเซียงหลานเย็นเยียบไปทั้งร่าง
“ฉันเห็นด้วยกับพ่อ ให้ยายแก่คนนี้ออกจากบ้านไปมือเปล่า ๆ
ยายแก่ขนาดนี้แล้วจะใช้เงินอะไรเยอะ ขอแค่ขยันหน่อย ไปเก็บของเก่าขายก็เลี้ยงตัวเองได้
ทรัพย์สินตระกูลหยางของเราจะตกไปอยู่ในมือนางไม่ได้”
หยางเจี้ยนจวินลังเลครู่หนึ่ง
“แล้วถ้าแม่ไม่ยอมหย่ากับพ่อล่ะ?”
หลานชายต้าจ้วงเริ่มหมดความอดทน
“พวกพ่อก็บอกแกไปสิ ว่าลูกชายแท้ ๆ ของแกคือไอ้ซ่งเซียงตงที่ตายในสนามรบที่มณฑลยูนนานนั่นไง
พ่อของผมเป็นลูกที่ปู่กับยายอวี้เจวียนมีกัน แกยังมีหน้าจะให้พวกเราดูแลตอนแก่อีกเหรอ?”
“พี่ใหญ่ ยังไงแกก็เป็นยายที่เลี้ยงเรามานะ”
“ถุย พวกเราให้ความอบอุ่นของครอบครัวกับแกต่างหาก
แกควรจะขอบคุณพวกเราที่เรียกแกว่ายายตั้งหลายปี
แล้วก็ไอ้เฉิ่นฮุ่ยจวินนั่นที่ตามหาแกมาตลอด ดีที่แม่เราเก่ง ให้มันส่งเงินมาทุกเดือน”
“ฮ่า ๆ ๆ … ซ่งเซียงหลานกับไอ้ลูกชายซากศพนั่น ลูกสะใภ้ก็โง่เหมือนกัน”
“ปู่ฉลาด พวกนั้นก็แค่ถุงเลือดของตระกูลหยางเรา”
ซ่งเซียงหลานเลือดในตัวแข็งเป็นน้ำแข็ง
เธอไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน หยางเจี้ยนจวินเป็นลูกของหยางต้าซานกับจางอวี้เจวียนงั้นเหรอ?
มิน่า ซ่งเซียงตง ลูกบุญธรรม ถึงได้อายุเท่ากันกับหยางเจี้ยนจวิน
“ชีวิตฉันนี่อาภัพนัก ถูกบังคับให้มีลูกชายหนึ่งลูกสาวหนึ่งกับซ่งเซียงหลาน มีก็แต่พ่อของพวกแกกับพวกแกนั่นแหละที่ได้แซ่หยาง ไอ้ลูกไม่มีพ่อสองคนนั้นก็แซ่ซ่งไป”
หลาน ๆ หลายคนพากันห้อมล้อมหยางต้าซาน
พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปู่ลำบากแล้ว จะจัดงานแต่งงานใหญ่โตให้ปู่
หลานสาวหยางเสี่ยวซีบอกว่าจะแต่งนิยายรักหวานซึ้งของคู่รักวัยชราลงในเว็บไซต์นิยายหยางซื่อจื่อ
ให้ผู้อ่านส่งพรให้มาก ๆ แล้วจะปั้นให้ซ่งเซียงหลานเป็นวายร้ายที่ต้องถูกกำจัด
ซ่งเซียงหลานเดินไปที่ห้องครัว
ออกมาแล้วปิดประตูหน้าต่างของวิลล่า แล้วผลักประตูห้องหนังสือเปิดกว้าง
“หยางต้าซาน แกทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง?”
“ไอ้พวกอกตัญญู พวกอกตัญญู”
เธอเกลียดนัก เกลียดตัวเองที่ตาถึง
“แกจะทำอะไร?” หยางต้าซานเห็นความแค้นในดวงตาของซ่งเซียงหลาน
เขาส่งสายตาให้
หยางเจี้ยนจวินก็พุ่งออกไปทันที พอดีไปเห็นหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่หลานชายเลี้ยงไว้
แววตาโหดเหี้ยมวาบขึ้น จับหนูแฮมสเตอร์แล้วเดินมาข้างหลังซ่งเซียงหลาน
ซ่งเซียงหลานโศกเศร้าจนแทบขาดใจ “ถามหน่อย… เซียงตงเป็นลูกแท้ ๆ ของฉันจริง ๆ เหรอ?”
“ไอ้อายุสั้นนั่นก็คือลูกไม่มีพ่อของแก”
หยางต้าซานทำไม่รู้ไม่ชี้ “ตอนนั้นอวี้เจวียนไม่เหมาะให้ใครรู้ว่าท้องและคลอดลูก ฉันก็เลยสลับเด็ก คิดว่าจะเอาตัวเซียงตงไปทิ้งส้วมในเขตที่อยู่รวม
แต่มีหญิงแก่คนนึงจ้องฉันอยู่ตลอด เลยจำใจต้องอุ้มมันกลับมา แล้วบอกแกว่าเป็นเด็กที่ฉันเก็บมาได้”
พูดจบก็ถามกลับ
“แกก็ไม่ชอบไอ้อายุสั้นนั่นเหมือนกัน จะร้อนใจไปทำไม?”
ร้อนใจทำไม?
ถ้าเธอรู้ว่าซ่งเซียงตงเป็นลูกแท้ ๆ จะไม่ชอบได้ยังไง?
ซ่งเซียงหลานทั้งโกรธทั้งแค้น ตรงเข้าตบหน้าหยางต้าซานฉาดใหญ่ “หยางต้าซาน แกมันสัตว์เดรัจฉาน ขอให้แกตายดีนัก”
“อีบ้า อวี้เจวียนยกลูกให้แกเลี้ยง แกยึดลูกของเธอไว้ แกนั่นแหละที่ใจอำมหิต”
ลูกหลานตระกูลหยางที่ยืนอยู่ในห้องหนังสือพากันประณามซ่งเซียงหลานว่าไร้มารยาท
บอกว่าเธอไม่รู้จักพอ เสนอให้ไล่เธอออกไป
ซ่งเซียงหลานกราดเกรี้ยวจะเอาเรื่อง "ฉันจะฟ้องพวกแก เปิดโปงความชั่วร้ายของพวกแกให้หมด"
“พ่อ อย่าให้ยายออกไปนะ ผมยังต้องแต่งเมียอยู่ ถ้าแกอาละวาดขึ้นมาจะทำยังไง?”
หยางเหวยกั๋วตะโกนบอกหยางเจี้ยนจวินให้ขวางประตู
หยางเจี้ยนจวินฉับไวผลักซ่งเซียงหลานให้กระแทกกำแพง
มืออีกข้างยัดหนูแฮมสเตอร์ตัวนั้นเข้าปากเธอ
หนูแฮมสเตอร์วิ่งพรวดเข้าลำคอ ซ่งเซียงหลานเบิกตากว้างจ้องหยางเจี้ยนจวินที่ทำหน้าตาบิดเบี้ยวน่าเกลียด
เธอไม่มีวันตายตาหลับ
น้ำตาสองสายไหลจากหางตา เธอเสียใจกับทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต
ไฟแช็กในมือจุดไฟ
เปลวไฟวาบขึ้น เสียงระเบิดดังสนั่นทำให้ตาพร่าแล้วก็ตกอยู่ในความมืดมิด
วิญญาณลอยขึ้นไปกลางอากาศ
เธอเห็นเฉิ่นฮุ่ยจวิน ภรรยาของซ่งเซียงตงที่ถูกเธอไล่ออกจากบ้าน พาชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่หน้าเหมือนซ่งเซียงตงอย่างมากมาที่หน้าวิลล่า
เฉิ่นฮุ่ยจวินคุกเข่าลงกับพื้น
“แม่... ฉันพาลูกชายของเซียงตงมาให้แม่ดูแล้ว เขาเป็นลูกของเซียงตงจริง ๆ ฉันไม่ได้ทรยศต่อเซียงตงนะ...”
วิญญาณของซ่งเซียงหลานลงมาอยู่ข้าง ๆ เธอ พูดด้วยความสั่นเทาว่า “ขอโทษ”
……
“แม่ นั่งแกะหอยนางรมแล้วทำไมหลับในล่ะ? หนูจะบอกแม่นะ งานในโรงเชือดสัตว์น่ะ ยกให้พี่ชายของหนูไปทำแทนเถอะ
ต่อไปแม่ก็อยู่บ้านสบาย ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย” ใบหน้าที่ยังดูสาว ๆ ของเฉินซิ่วฉินโผล่มาตรงหน้า
ซ่งเซียงหลานไม่ได้คิดอะไร ยกมือตบหน้าฉาดสองฉาด
ตบเอาเฉินซิ่วฉินเอามือกุมแก้ม แทบจะด่าสวนออกมา ริมฝีปากสั่น ๆ แต่ก็อดทนเอาไว้
“แม่ สมองโดนประตูหนีบหรือไง? ตบหนูทำไม?”
ซ่งเซียงหลานมองดูมือสองข้างของตัวเอง บ้านที่เก่า ๆ แต่คุ้นเคย
ข้างนอกมีแม่ไก่ส่งเสียงร้อง กุ๊ก ๆ
เสียงประกาศจากลำโพงหมู่บ้านแจ้งเวลาพอดี ตอนนี้คือวันที่ 21 เมษายน 1977
ชาติก่อนตายอย่างอนาถเกินไป
เลี้ยงลูกไม่มีพ่อที่ผัวจอมเสียบกับผู้หญิงข้างนอกมีมา แล้วโดนไอ้ลูกไม่มีพ่ออกตัญญูเอาหนูยัดปากตาย วิธีตายแบบนี้ก็เป็นหนึ่งไม่มีสอง
ความกลัวนั่นทำเอาแทบหยุดหายใจ
คิดได้ดังนั้น เธอคว้าไม้กวาดไล่ตีเฉินซิ่วฉิน
เฉินซิ่วฉินถูกตีอย่างงง ๆ ร้องโอดโอย
“แม่คะ แม่บ้าไปแล้วหรือไง? แค่เรื่องงาน จะตัดแม่ตัดลูกกันเลยรึไง?
แม่เป็นแค่คนแล่หมู ตัวเหม็นสาบหมูไปทั้งตัว
พ่อสามียังรังเกียจแม่เลย ที่พี่ชายหนูมารับงานแทนแม่ ก็ให้โอกาสแม่ได้อยู่บ้านสบาย ดูแลคนในครอบครัวทั้งเด็กทั้งแก่ สบายจะตาย”
……
นิยายโลกสมมติ อย่าโยงกับสถานที่จริงนะคะ ทีนี้เขตที่ผู้เขียนเคยอยู่ ช่วงต้นทศวรรษที่ 70 มีเรือประมงค้าขายของเถื่อนกันมากมายเลย เดินเท้าก็มี ปั่นจักรยานสองแปดก็มี... ขนของกันทั้งนั้นค่ะ