บทที่ 1 การเริ่มต้นใหม่
สาธารณรัฐจีนปีที่ 24 นครที่เต็มไปด้วยสีสัน!
ข้ามภพมาแล้วจริง ๆ! สวีเส้าอี้ที่กำลังดูละครทีวียุค 30 งีบหลับไปแป๊บเดียว ก็หลุดเข้ามาอยู่ในละครทีวี
แขนขาครบถ้วน แถมยังล่ำบึกขึ้นกว่าตอนแรกนิดหน่อย
ระบบที่คนอื่นมีเขาก็มีเหมือนกัน เพราะนี่คืออุปกรณ์มาตรฐานของนักข้ามภพ!
แต่ระบบตำแหน่งข้าราชการของสวีเส้าอี้ไม่เหมือนของคนอื่น ของคนอื่นตอนเริ่มจะมีของขวัญสมาชิกใหม่บ้าง มีคำอธิบายต่าง ๆ นานาบ้าง
แต่ของเรามีแค่ประโยคเดียว อยากกอบกู้ชาติ ต้องเป็นขุนนางก่อน!
ตามด้วยเงื่อนไขการเปิดใช้ ต้องได้ตำแหน่งในทางการของรัฐบาลแห่งชาติก่อน ถึงจะเปิดใช้ระบบได้
"เบา ๆ หน่อย เจ็บจะตายอยู่แล้ว"
"ลูกพี่เป็นถึงหัวหน้าแผนกใหญ่ ทำไมถูกโรนินซากุระไม่กี่คนรุมซะได้ล่ะ? ในกรมพวกคุณไม่มีหน่วยอารักขาเหรอ?"
ขณะที่สวีเส้าอี้กำลังจะดูระบบ บทสนทนาของชายหญิงตรงหน้าก็ดึงเขากลับสู่ความเป็นจริง พร้อมกันนั้นข้อมูลกองโตก็ถูกยัดเข้ามาในหัว
ชายอายุราว 30 คือพี่ชายของตน สวีเส้าคุน ทำงานในกรมการจราจรผู่เจียงแห่งรัฐบาลแห่งชาติ เป็นหัวหน้าแผนก 2
หญิงอายุราว 25-26 ที่อยู่ข้าง ๆ คือพี่สะใภ้ อู๋อวิ๋น อาจารย์สอนภาษาอังกฤษโรงเรียนมัธยมหมินเซิง
"อย่าพูดถึงหน่วยอารักขานั่นเลย มีแค่ 5 คน สองคนแก่จนฟันจะร่วง อีกสามคนก็เอาเงินฝากเข้ามา เจอผีกุยซากุระเข้าไป ลูกน้องคนหนึ่งลาออกกลางอากาศเลย ที่เหลือก็กลัวจนขาอ่อน ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยสักคน"
คิดถึงพวกหน่วยอารักขาในกรมแล้ว สวีเส้าคุนก็โกรธจนกัดฟันกรอด
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนซากุระในผู่เจียงมากขึ้นทุกที เหตุการณ์รังแกประชาชนมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ แค่อุบัติเหตุจราจรเนี่ย ก็เกิดถี่เหลือเกิน
คนซากุระขับรถชนประชาชนเรา ไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ยังจะให้ชาวบ้านชดใช้ค่ารถเขา
ไม่อย่างนั้นก็รวมกลุ่มมาก่อกวนกรมการจราจร พี่ชายตนเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้พอดี ในความชุลมุนเลยโดนต่อยเข้าที่หน้า บวมปูดเลย
"พี่ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?"
ขณะสามีภรรยาคู่นี้กำลังสนทนากันอยู่ สวีเส้าอี้ก็กระโดดข้ามโซฟามาเลย ทำเอาสองสามีภรรยาสะดุ้งโหยง
"ฉันบอกว่ากลัวจนขาอ่อน ไม่มีใครกล้าเข้ามาสักคน"
สวีเส้าคุนพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ น้องชายคนนี้เอาแต่เกียจคร้าน ไม่เล่นพนันก็เที่ยวผู้หญิง ปกติไม่เคยสนใจถามไถ่ วันนี้เป็นอะไรถึงได้ใส่ใจเรื่องทางบ้านขึ้นมา?
ครอบครัวของสวีเส้าอี้ในผู่เจียงนับเป็นชนชั้นกลาง บิดาทำธุรกิจร้านค้าเล็ก ๆ รายได้ปีละหลายพันดอลล่าร์
เช่นเดียวกับผู้ปกครองระบบศักดินาคนอื่น ๆ ทุ่มเทความสนใจหลักไปที่ลูกชายคนโต ดังนั้นคนที่สองจึงกลายเป็นเสี่ยวจู่ที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่น
วันนี้สวีเส้าอี้เอ่ยปาก สวีเส้าคุนถึงรู้สึกแปลกใจ เพราะหมอนี่ปกติสนใจแต่วิธีสนุก
"ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายความว่าหน่วยอารักขาของพวกพี่มีคนลาออก แล้วนี่เป็นตำแหน่งทางการหรือเปล่า?"
ได้ยินสวีเส้าอี้พูดแบบนี้ พี่ชายก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
เดิมคิดว่าเจ้าหมอนี่สำนึกได้ จะถามไถ่บาดแผลบนหน้าตัวเองสักหน่อย
"หน่วยอารักขาของกรมจราจรเรียกอีกอย่างว่าหน่วยรักษาความปลอดภัย ขึ้นตรงต่อกรมตำรวจผู่เจียง แน่นอนว่าเป็นตำแหน่งทางการ แต่ก็เป็นพวกขี้เมาหยำเปทั้งนั้น ไร้ประโยชน์อย่างแรง"
สวีคุนพูดอย่างรำคาญเล็กน้อย
"พี่ ช่วยวิ่งเต้นให้หน่อยได้ไหม? เมื่อวานน้องชายไปเจอเซียนผู้หนึ่งมา ท่านด่าผมยกใหญ่ ว่าถ้ายังเอาแต่ก่อเรื่องอีก อายุขัยก็จะสั้น ผมอยากหางานที่เป็นหลักเป็นแหล่ง เริ่มจากระดับล่าง"
อย่างไรก็เป็นคนศตวรรษที่ 21 ดูละครทีวีมาเยอะ ท่าทางสำนึกกลับตัวน่ะมาไวเป็นต่อ
สวีเส้าคุนมองน้องชายอย่างประหลาดใจ น้องชายคนนี้แต่ก่อนหัวไว ส่วนใหญ่เอาแต่คิดหาวิธีขอเงิน
วันนี้เป็นอะไรถึงอยากไปทำงาน?
"เสี่ยวตี้ เจอเซียนที่ไหน? ต่อให้อยากเริ่มจากระดับล่าง ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่ของพี่ ร้านค้าบ้านเรา..."
สวีเส้าอี้ไม่เอาไหน แม่จากไปเร็ว อย่างที่ว่า พี่สะใภ้เหมือนแม่ อู๋อวิ๋นปกติก็ห่วงใยสวีเส้าอี้ไม่น้อย
"ไม่ ๆ ๆ ทำงานใต้ตาพ่อจะมีอะไรสนุก? มันก็ถูกปูทางไว้แล้ว แถมคนครอบครัวภรรยาหลวงคนที่สองนั่นก็จ้องอยู่"
สวีเส้าอี้สั่นหัวเป็นพัลวัน
แต่อู๋อวิ๋นนึกในใจ พี่ชายเป็นหัวหน้าแผนกการจราจร 1 นายไปทำงานกับพี่ชายจะไม่ใช่ทางที่ถูกปูไว้หรือ?
"แต่หน่วยอารักขาทำงานทีละ 12 ชั่วโมงเลยนะ นายจะไหวเหรอ? ปกติก็ต้องยืนยามหน้าประตูด้วย เวรละสองชั่วโมง"
พี่ใหญ่สกุลสวีมองน้องชายอย่างฉงนเล็กน้อย ร่างกายถูกเล่นจนโทรมไปแล้ว
"ยิ่งท้าทายเข้าไปใหญ่ พี่หาทางก่อนเถอะ ฝากเรื่องตำแหน่งนี้ให้ผมที ถ้าผมทำไม่ได้ ผมก็ไม่ใช่พี่น้องกับพี่ ตั้งแต่วันนี้ไป ผมจะต้องแก้ตัวเป็นคนใหม่"
สวีเส้าอี้ปกติมักก่อเรื่อง แต่พูดจริงจังขนาดนี้เป็นครั้งแรก
"งั้นพรุ่งนี้พี่ไปทำงานจะถามให้ น่าจะไม่มีปัญหา"
สวีเส้าคุนกำลังจะหยิบหนังสือพิมพ์ข้าง ๆ ขึ้นมาอ่าน แต่สวีเส้าอี้กลับดึงโทรศัพท์มาให้
"อย่ารอถึงพรุ่งนี้เลย วันนี้ผมก็ใจร้อนแล้ว ขอร้องล่ะ พี่!"
สวีเส้าอี้เบิกตาโตแป๋ว จนพี่ใหญ่สกุลสวีรู้สึกว่าเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งในหน่วยอารักขาเลย ดูเหมือนอยากได้เป็นถึงนายกเทศมนตรีนครผู่เจียงยังไงยังงั้น
"รีบโทรไปเถอะ อย่าให้เขาร้อนใจ เขาเริ่มกระตือรือร้นอยากทำงานเป็นครั้งแรก เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจไม่ไปอีก"
ภายใต้คำเร่งเร้าของภรรยา สวีเส้าคุนก็โทรไปยังแผนกบุคคล
โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญอะไร และหัวหน้าแผนกจราจร 1 ในกรมการจราจรก็มีบทบาทอยู่บ้าง เขาเอ่ยปาก ทั้งยังเป็นน้องชายของตัวเอง ปลายสายก็รับปากเต็มที่
ติ๊ง!
ตรวจพบว่าโฮสต์ได้ตำแหน่งขุนนางสำเร็จ ระบบตำแหน่งข้าราชการสารพัดอย่างเริ่มทำงาน
สกิลเสริมร่างกายระดับ 1 อยู่ณระดับ 1 เท่าของคนทั่วไป
สกิลสัมผัสระดับ 1 ภายในระยะ 1 เมตร บุคคลทั้งหมดจะมีแสงใต้ฝ่าเท้า สามารถแยกแยะทัศนคติของอีกฝ่ายที่มีต่อตนเองได้จากสีของแสง
สีแดงแสดงถึงความเป็นศัตรู สีขาวคือคนปกติทั่วไป สีเขียวแสดงถึงความเป็นมิตร
ตรวจพบว่าโฮสต์และผู้ใต้บังคับบัญชามีเพียง 1 คน ระบบจัดสรรเสบียงปัจจัยในการดำรงชีพและการต่อสู้จำนวน 1 ชุด
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ สวีเส้าอี้ก็เห็นว่ามีรูปถ่ายนับพันใบภายใต้ชื่อตนเอง สิ่งของทุกชนิดครบครัน ตราบเท่าที่คนคนหนึ่งจะใช้ได้ ก็มีเกือบหมด และของสิ้นเปลืองเช่นข้าวสารและน้ำสุรา ใช้ไปในวันนี้ พรุ่งนี้ก็จะเติมให้ 1.5 ส่วน ไม่ใช้ก็เก็บสะสมไว้ เติมให้วันละ 1 ส่วน
สิ่งของอื่น ๆ เช่นเสื้อผ้า เมื่อใช้งานเสียแล้วจึงจะเติมให้
และยังยกตัวอย่างอีกว่า หากหน่วยอารักขาของสวีเส้าอี้มีทั้งหมด 5 คน สวีเส้าอี้ได้เป็นหัวหน้าหน่วยแล้ว ก็จะได้รับเสบียงจำนวน 5 ชุด
ฟังก์ชั่นทั้งหมดของระบบขั้นหนึ่งมีเพียงเท่านี้ ระบบขั้นสองจะมีฟังก์ชั่นมากขึ้น แต่การเลื่อนขั้นต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชาร้อยคน
"เป็นอะไรไป? เหม่ออะไรน่ะ?"
สวีเส้าอี้รู้สึกว่าไหล่ถูกพี่ชายตบเบา ๆ ทีหนึ่ง ที่แท้ก็มองระบบจนเหม่อไปนานแล้ว
ระบบนี่มันเจ๋งจริง ๆ!
"ไม่มีอะไร ผมกำลังคิดว่าต่อไปจะทำงานหนักยังไง ไม่ให้นายพี่ขายหน้า"
แววตาของสวีเส้าอี้หนักแน่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชั่วขณะหนึ่งพี่ชายก็รู้สึกว่าหางตาเริ่มร้อนผ่าว เจ้าหนูนี่เดินทางถูกต้องเสียที...