เซี่ยหมิงเยวี่ยรับลูกธนูแทนฮ่องเต้ โดนทะลุใจกลางอก
ทั้งตระกูลก้าวหน้ารุ่งเรืองเพราะนาง สุขสบายหรูหราอย่างที่สุด
มีเพียงนางที่บาดเจ็บสาหัสปางตาย กว่าจะรอดหวุดหวิดได้ กลับหลงเหลือผลข้างเคียงไม่เบา อีกทั้งยังถูกฮองเฮาริษยามุ่งร้าย หมายใจจะพระราชทานสมรสให้นางกับหลานชายจากตระกูลเดิม
หลานชายคนนั้นเป็นที่รู้กันทั่วว่าสำมะเลเทเมา ธิดาสกุลสูงในเมืองหลวงหลีกเลี่ยงประหนึ่งงูพิษ เซี่ยหมิงเยวี่ยทนรับความอัปยศมิได้ สุดท้ายจึงล้วงมีดกรีดตัวเองอีกแผล
งานวิวาห์ย่อมไม่สำเร็จ และเพราะนางเสียหายถึงชีพจรหัวใจ ร่างกายทรุดโทรมรักษาไม่หาย จึงถูกฮ่องเต้ส่งตัวไปรักษายังหุบเขาโอสถอ๋อง ณ เขาจงหนาน
อีกสามปีต่อมากลับมา ในจวนก็มีพี่สาวลูกพี่ลูกน้องเพิ่มมาอีกคน
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องพักอยู่ในเรือนของเซี่ยหมิงเยวี่ย ใช้ปันส่วนของนาง ถึงขั้นขับไล่แม่นมและสาวใช้ออกไป
บิดามารดากับพี่ชายของเซี่ยหมิงเยวี่ยรักใคร่เอ็นดูพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง น้องชายเล็กเห็นนางเป็นพี่สาวแท้ๆ กระทั่งเพื่อนเล่นวัยเด็กที่เคยเอ่ยปากว่าจะแต่งงานกับเซี่ยหมิงเยวี่ย พอได้พบพี่สาวลูกพี่ลูกน้องเข้าก็เปลี่ยนใจ ประกาศกร้าวว่าจะไม่แต่งงานกับใครนอกจากนาง
เดิมทีฮ่องเต้จะประทานรางวัลใหญ่แก่เซี่ยหมิงเยวี่ย ทว่าเพราะมารดาลำเอียง ฮองเฮาก็คอยขัดขวาง รางวัลนั้นจึงตกไปอยู่ที่พี่สาวลูกพี่ลูกน้อง
นิสัยเซี่ยหมิงเยวี่ยเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด ไม่ยินยอมอ่อนข้อโดยง่าย ต่อสู้ด้วยเหตุผล แต่พวกนั้นกลับว่านางไร้สำนึกบุญคุณ ล่วงเกินฮองเฮา ต่อไปก็เห็นดีกัน
หลังจากทำร้ายเซี่ยหมิงเยวี่ยจนตาย ทุกคนต่างก็สุขสันต์ยินดี คิดว่าแต่นี้ไปคงไม่ถูกฮองเฮาเพ่งเล็งอีก
เซี่ยหมิงเยวี่ยเป็นวิญญาณร่อนเร่อยู่หลายปี มองดูจวนติ้งหย่วนโหวพังถล่มทลายลงด้วยพระพิโรธของฮ่องเต้ ในใจช่างสุขสาแก่ใจยิ่งนัก
จากนั้นในคืนหนึ่งที่พายุฝนฟ้าคะนอง นางก็ถูกอสนีบาตสีม่วงสายหนึ่งฟาดเข้าไปยังแดนบำเพ็ญเซียน
น่าเสียดายที่ลำบากลำบนจนถึงขั้นต้านทานภัยสวรรค์ กลับถูกมารในใจรุมเร้า ลืมตาขึ้นมาก็ถูกอสนีฟาดกลับมาอีกหน
เซี่ยหมิงเยวี่ยเกิดใหม่อีกครั้ง เกิดใหม่บนเส้นทางที่นางกลับเมืองหลวง
……
“คุณหนูใหญ่ ข้างหน้านั่นก็เป็นสถานีพักรถแล้วเจ้าคะ พวกเราจะลงไปพักผ่อนสักคืนหรือไม่”
สาวใช้หงเซียวเอ่ยถาม
เซี่ยหมิงเยวี่ยส่ายศีรษะ “ไม่ต้อง เข้าเมืองโดยตรง”
“เข้าเมืองโดยตรงหรือเจ้าคะ จะทันการณ์หรือไม่”
อาม่านสาวใช้อีกคนเลิกม่านรถขึ้น มองเมฆดำทะมึนที่กำลังลดต่ำลงยังขอบฟ้า สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร วันนี้ประตูเมืองจะปิดช้าไปหนึ่งเค่อ เร่งม้าให้เร็วก็ตามทัน”
เซี่ยหมิงเยวี่ยหลับตาลงครึ่งหนึ่ง เอ่ยอย่างเรียบเฉย
ชาติที่แล้วนางก็กลับมาเมืองหลวงในวันนี้เช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะคณะทูตหนานจ้าวมาเยือนกะทันหัน เพื่อต้อนรับพวกเขา ประตูเมืองจึงไม่ได้ปิดตามเวลา หากช้าออกไปหนึ่งเค่อ
ส่วนนางหวาดกลัวจะพลาดเวลาเข้าเมือง จึงพักอยู่ที่สถานีหนึ่งคืน
โชคร้ายเข้าจริงๆ ได้พบกับหลานชายฮองเฮาอีก ชุยเยี่ยนคุณชายสามแห่งจวนเฉิงเอินโหว
หลังจากนั้นก็ถูกตามรังควานเนิ่นนานถึงสองปี ไม่สิ ควรกล่าวว่าเป็นการรบกวนอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่า
นางกลายเป็นตัวตลกที่คนทั้งเมืองหลวงหัวเราะเยาะ ทั้งยังเป็นข้ออ้างให้ฮองเฮาจับผิดเรื่องการแต่งงานของนางด้วย
ชาตินี้ เซี่ยหมิงเยวี่ยตัดสินใจจะหลีกเลี่ยงเขาตั้งแต่ต้นตอ
หงเซียวรู้สึกว่าคุณหนูแปลกไปอย่างมากในช่วงสองวันมานี้ ทำตัวลี้ลับ พูดวาจาที่นางฟังไม่เข้าใจ
ถึงกระนั้นก็ยังว่าง่ายทำตามคำสั่งที่ไปบอกคนขับรถ
รถม้าพลันเร่งความเร็ว ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย สะท้อนกับเมฆดำทะมึนยังขอบฟ้า เผยความรู้สึกกดดันประหนึ่งพายุฝนใกล้มาเยือน
“ฝนจะตกแล้ว”
เซี่ยหมิงเยวี่ยพิงอยู่ริมหน้าต่างรถ มองอาม่านที่กำลังลอบกินลูกกวาดน้ำตาลเหมือนหนูตัวน้อย แล้วถอนหายใจเบาๆ
อาม่านคือสาวใช้ที่นางรับไว้ในหุบเขาโอสถอ๋อง หงเซียวก็ติดตามนางมาตั้งแต่เล็ก สองคนนี้ซื่อสัตย์ภักดีไม่มีข้อกังขา ชาติที่แล้วเพื่อปกป้องนาง ต่างก็ถูกคนทำร้ายจนตาย
อาม่านยิ่งถูกธนูนับหมื่นดอกเสียบทะลุหัวใจจนตาย
น่าเสียดายที่เด็กสาวผู้นี้มีกำลังวังชา กลับไม่ชำนาญวิชายุทธ์ จึงต้องประสบจุดจบอันน่าอนาถเช่นนั้น
ชาตินี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้นางฝึกฝนวิทยายุทธ์
กำลังขบคิดอยู่ ทันใดนั้นจากด้านหลังพลันมีเสียงม้าวิ่งมาโดยเร็วแรง สั่นสะเทือนจนพื้นดินกระเพื่อมถี่ๆ
เซี่ยหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วมุ่น
ยามนี้แล้ว นอกจากคณะทูตหนานจ้าว ยังจะมีใครรีบเร่งเดินทางเช่นนี้อีก
ยังไม่ทันได้พินิจคิด ม้าสีดำสนิทตัวหนึ่งก็ควบตัดหน้ารถม้าไปแล้วโดยเร็ว
เด็กหนุ่มบนหลังม้าสวมชุดแดงสดพริ้วไหว สวมมงกุฎทองรวบผม ธนูสีเงินห้อยอยู่ตรงเอวสะท้อนแสงเยือกเย็นใต้แสงสนธยา หน้าตาหล่อเหลางามสง่า ทว่ามีแววทระนงองอาจหยิ่งผยองอยู่บ้าง
เมื่อควบผ่านรถม้า จู่ๆ เขาก็หันหน้ามามองยังตัวรถ แววตาคู่สวยดั่งดอกท้อนั้นเต็มไปด้วยความใคร่รู้พิจารณา
สี่ตาประสานกัน ชั่วพริบตาก็คลาดผ่าน
เด็กหนุ่มชุดแพรพรรณวิจิตรกลุ่มหนึ่งตามมาติดๆ เสียงหัวเราะหยอกล้อดังลอยมาตามสายลม “ชุยเยี่ยนไอ้โง่ ตัวเองมีปัญญาแค่ไหนก็ไม่ดู แข่งกับคุณชายน้อยอย่างข้า ก็ได้แต่กินฝุ่นอยู่ข้างหลังเท่านั้น!”
“จริงด้วย! ใครจะสู้คุณชายรองแห่งสกุลฉินของพวกเราได้ ถึงกับล่าหมาจิ้งจอกขาวได้จริงๆ!”
“นี่มันความกตัญญูของคุณชายน้อย พวกเจ้าเข้าใจความกตัญญูหรือไม่เล่า มีสิ่งนี้แล้ว ค่าใช้จ่ายของคุณชายน้อยตลอดปีหน้าก็หายห่วงแล้ว!”
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มชุดแดงสดเต็มไปด้วยความทะนงตน ฟังดูอวดดีเหลือเกิน
“อ้าว ประตูเมืองไม่ได้ปิดจริงหรือ”
“ที่ข้านับวันเวลาได้แม่นยำ บอกแล้วว่าประตูเมืองยังไม่ปิดก็คือไม่ปิด พวกเจ้ายังไม่เชื่ออีก…”
เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินครามผู้หนึ่งกล่าวพลางหัวเราะ
“พอเถิดหมอผี ความสามารถของเจ้าก็แค่นี้ล่ะนะ…”
เสียงม้าค่อยๆ ห่างไกลออกไป เซี่ยหมิงเยวี่ยกลับจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มชุดแดงสดนั้น ใจสะท้านสะเทือนยิ่งนัก
เพียงแค่แวบเดียว แต่นางมองเห็นชัดแจ๋ว ระหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มผู้นั้นมีไอม่วงจางๆ ห่อหุ้มอยู่
นั่นคือไอจื่อเวย เป็นสัญลักษณ์แห่งฐานันดรจักรพรรดิ!
นางจำเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ คือคุณชายรองแห่งจวนฉินกั๋วกง ฉินฉางเซียว และเป็นบุตรชายคนเดียวของฉินกั๋วกงที่เกิดจากภรรยาเอก
ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณชายเสเพลผลาญทรัพย์แห่งราชวงศ์ต้าชิ่ง ชื่อเสียงพอๆ กับชุยเยี่ยน แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ห่างไกลจากองค์ฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันไปมาก เกือบจะพ้นจากเครือญาติสายโลหิตห้าชั้นแล้ว เหตุใดจึงมีไอจื่อเวยปรากฏ
ใจเซี่ยหมิงเยวี่ยปั่นป่วนไม่หยุด
ฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันมีโอรสธิดาน้อยนิด เพียงโอรสสามองค์และธิดาสององค์เท่านั้น
องค์ชายรัชทายาทจากฮองเฮา องค์ชายรองจากกุ้ยเฟย และองค์ชายสามจากซูเฟย กับองค์หญิงที่เกิดจากพระชายาอีกสององค์
ชาติที่แล้วนางตายเร็วเกินไป ยังไม่ทันเห็นแน่ชัดว่าใครจะขึ้นครองบัลลังก์ในที่สุด มองดูในยามนี้แล้ว แผ่นดินราชวงศ์ต้าชิ่งเกรงว่าจะซุกซ่อนความผันแปรที่ไม่มีใครล่วงรู้
“คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ สีหน้าไม่สู้ดีเช่นนี้”
หงเซียวสังเกตเห็นความผิดปกติของนาง ถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร”
เซี่ยหมิงเยวี่ยเก็บงำความตื่นตะลึงภายในใจ “รีบเข้าเมืองเถิด อย่าให้เสียการสำคัญ”
รถม้าวิ่งไปโดยเร็วตลอดทาง ในที่สุดก็ฝ่าเข้าไปในเมืองก่อนประตูเมืองจะปิดเพียงชั่วครู่
เพิ่งเข้าเมืองได้ เซี่ยหมิงเยวี่ยก็ออกคำสั่งว่า “ยังไม่ต้องกลับจวนโหว ไปวังหลวงก่อน”
“อ้า ไปวังหลวงเดี๋ยวนี้เลยหรือเจ้าคะ”
หงเซียวอึ้งงัน “คุณหนู ท่านเพิ่งกลับมา ร่างกายยังอ่อนแอ ไม่กลับจวนพักผ่อนสักหน่อยหรือเจ้าคะ แถมยามนี้ใกล้มืดค่ำแล้ว ประตูวังใส่กลอนลั่นกุญแจกันนานแล้ว จะเข้าไปได้ง่ายๆ อย่างไร”
เซี่ยหมิงเยวี่ยเลิกม่านรถขึ้น สายตาจับจ้องอยู่ที่เค้าโครงกำแพงวังซึ่งซ่อนอยู่ในสนธยาตรงไกลโพ้น น้ำเสียงแน่วแน่ “คนธรรมดาเข้าไม่ได้ มิได้หมายความว่าข้าจะเข้าไม่ได้ ไป ถนนจูเชวี่ย”
