“ไม่ต้องมากพิธี” เวินอวิ๋นเหมียนสั่งให้อวิ๋นหย่างยกเก้าอี้มาให้อวี้กุ้ยเหริน
เดิมทีนางคิดว่าอวี้กุ้ยเหรินเพียงแวะมาพูดคุย ไม่คาดว่าสีหน้าของอีกฝ่ายจะเคร่งขรึม ก่อนเอ่ยว่า “เหนียงเหนียง หม่อมฉันขอคุยกับเหนียงเหนียงเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”
คนที่คอยปรนนิบัติอยู่ในตำหนัก นอกจากคนสนิทไม่กี่คนซึ่งคอยดูแลเวินอวิ๋นเหมียนอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีคนอื่น ๆ ที่ทำงานจิปาถะและงานใช้แรงอยู่ด้วย
เวินอวิ๋นเหมียนกวาดตามอง อวิ๋นหย่างก็เข้าใจในทันที จึงกวักมือเรียกคนในตำหนักให้ออกไปทั้งหมด
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้อื่นอยู่ในตำหนักแล้ว อวี้กุ้ยเหรินจึงลดเสียงลงกล่าวว่า “ขอถามพี่หญิง วันนี้เหตุใดจึงให้เสี่ยวลู่จื่อเดินไปมาในวังหรือเพคะ”
แววสงสัยพาดผ่านดวงตาของเวินอวิ๋นเหมียน “เพราะถุงหอมของหรงเฟยหายไป เปิ่นกงจึงให้เสี่ยวลู่จื่อพาคนไปตามหา มีอะไรหรือ”
อวี้กุ้ยเหรินขยับมานั่งข้างเวินอวิ๋นเหมียน “วันนี้หม่อมฉันว่าง จึงเดินเล่นไปมาในวัง แล้วบังเอิญเห็นเซียงโม่ คนข้างกายฮองเฮา นำถุงหอมใบหนึ่งไปจงใจทิ้งไว้ด้านนอกเรือนฮุ่ยหลาน”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเวินอวิ๋นเหมียนก็เย็นชาลงทันที
อวี้กุ้ยเหรินกล่าวต่อว่า “หม่อมฉันให้คนไปสืบถาม จึงทราบว่าตลอดช่วงเช้าวันนี้ไม่มีผู้ใดไปแถวเรือนฮุ่ยหลาน มีเพียงเสี่ยวลู่จื่อที่ไป และถุงหอมก็ถูกพบที่นั่น”
ความหมายในคำพูดของอวี้กุ้ยเหรินชัดเจน เวินอวิ๋นเหมียนย่อมเข้าใจ นางวางถ้วยชาลง ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงรู้สึกว่าเรื่องนี้มีพิรุธ
หรือคนข้างกายฮองเฮาจงใจเอาถุงหอมของหรงเฟยไป แล้วจงใจล่อให้คนของนางไปที่เรือนฮุ่ยหลานหรือ
