“เจ้ายังโกรธเจิ้นเรื่องที่จ้านหัวป่วยคราวก่อนอยู่หรือ?”
เวินอวิ๋นเหมียนไม่ตอบ โกรธสิ นางย่อมโกรธ
แต่จะพูดออกไปได้หรือ?
ไม่ได้
นางจึงเลือกเงียบเสียเลย
จวินเฉินอวี้เชยคางนาง แล้วประคองใบหน้าให้หันมาหา น้ำเสียงเจือแววปลอบโยน “พูดกับเจิ้นยังไม่มองหน้า ดูท่าจะโกรธจริง ๆ แล้ว”
เวินอวิ๋นเหมียนคิดจะผลักเขาออก ทว่ามือของจวินเฉินอวี้กลับเลื่อนมาที่เอว ดึงนางเข้ามาใกล้
กลิ่นกำยานหลงเสียนอันเย็นหอมบนกายเขาเจือกลิ่นของหนิงซวงเสวี่ยอยู่จาง ๆ เวินอวิ๋นเหมียนจึงรู้สึกต่อต้าน
“คืนนี้ฮ่องเต้ไม่ไปเยี่ยมฮองเฮาหรือเพคะ?”
นางกำลังหาข้ออ้าง
จวินเฉินอวี้ยกคิ้ว “ช่วงบ่ายไปเยี่ยมมาแล้ว จิ้งเจ๋อไม่เป็นไร”
เวินอวิ๋นเหมียนจ้องดวงเนตรหงส์เรียวยาวของเขา จักรพรรดิผู้นี้ช่างมีใบหน้าที่ล่อลวงสตรีได้อย่างยิ่ง
“แล้วแม่นางแซ่หนิงเล่า? นางถูกลงโทษจนหมดสติ ฮ่องเต้ไปตำหนักหว่านเหอดูสักหน่อยไม่ดีกว่าหรือเพคะ”
แรงมือของจวินเฉินอวี้หนักขึ้น เขาก้มลง จ้องหญิงสาวผิวขาวนุ่มดุจหยกในอ้อมแขน “หากเจ้าจะไล่เจิ้นไป ก็ไม่ต้องหาใครมาเป็นข้ออ้าง”
เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง
ลมหายใจของเวินอวิ๋นเหมียนสะดุดเล็กน้อย “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”
“เจ้ามิกล้าหรือ?” จวินเฉินอวี้แค่นหัวเราะ ดวงตาคมเข้มฉายแววเกียจคร้านและชั่วร้ายจับจ้องนาง
เวินอวิ๋นเหมียนผลักไส จึงตัดสินใจพูดให้ชัด “ข้างกายฮ่องเต้มีแม่นางแซ่หนิงอยู่แล้วมิใช่หรือเพคะ ให้นางถวายงานคอยปรนนิบัติ และอยู่เป็นเพื่อนฮ่องเต้ ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ?”
“เวินอวิ๋นเหมียน” จวินเฉินอวี้ขมวดคิ้ว “เจ้าคิดว่าเจิ้นให้นางถวายงานแล้วหรือ?”
เวินอวิ๋นเหมียนฉงน เรื่องนี้แปลกตรงไหน? ในเมื่อได้กลับมาพบกันทั้งที เหตุใดเขาจะไม่โปรดปรานนาง
