ขันทีน้อยรีบกราบทูลว่า “ทูลฮ่องเต้ ฮองเฮา เป็นสนมเล่อให้กำเนิดพระโอรสพ่ะย่ะค่ะ”
พอได้ยินเช่นนั้น จวินเฉินอวี้ก็ลุกขึ้นทันที มุ่งหน้าออกไปด้านนอก “เราไปดูนาง”
แม้ฮ่องเต้จะไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับสตรีผู้นี้ แต่การให้กำเนิดพระโอรสก็ถือว่ามีความดีความชอบ
ฮองเฮาและเหล่าเฟยผินต่างรีบตามไปติด ๆ
เวินอวิ๋นเหมียนทอดสายตาลึกล้ำไปยังเสียนเฟย ตอนเสียนเฟยออกจากวังไปคราวนั้น นางจงใจใส่ยาที่ทำให้ทารกพิการลงในเตาถ่านที่เวินเล่อเยียนใช้ ยามนี้ฮ่องเต้รีบไปหา เกรงว่าคงต้องทรงโศกเศร้าเป็นแน่...
แต่คราวนั้นเสียนเฟยลงมืออย่างแยบยล ไม่ได้มอบยาให้เวินเล่อเยียนโดยตรง ทั้งยังไม่ทิ้งหลักฐานใดไว้
แม้จะตรวจพบผงยาที่ทำให้ทารกพิการ นางก็ออกจากวังไปตำหนักพักแรมตั้งนานแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็โยงไปถึงเสียนเฟยไม่ได้
ทว่าผู้ที่กำลังจะต้องคว้าน้ำเหลวในยามนี้ น่าจะเป็นจวนโหวต่างหาก
เมิ่งชุนหัวใช้อำนาจรังแกผู้อื่นนอกวัง โง่เขลาไม่ต่างจากเวินเล่อเยียน คิดว่านางคงได้ยินเวินเล่อเยียนพูดตั้งนานแล้วว่าครรภ์นี้สูงส่งเกินผู้ใด
เวินอวิ๋นเหมียนยกมุมปาก เช่นนั้นก็ปล่อยให้เมิ่งชุนหัวได้ใจไปอีกสักพักเถิด
ขณะนั้นเอง เวินเล่อเยียนเพิ่งฟื้นจากการคลอดบุตร
ริมฝีปากของนางแห้งแตก ทว่าจิตใจยังคะนึงถึงการเหยียบย่ำหญิงแพศยาอย่างเวินอวิ๋นเหมียนไว้ใต้ฝ่าเท้า จึงไม่สนใจว่าร่างกายอ่อนแรง รีบยันกายขึ้นแล้วคว้ามือแม่นมหงไว้
“ลูกอยู่ที่ใด! ที่ข้าให้กำเนิดเป็นองค์ชายใช่หรือไม่ เป็นองค์ชายที่รูปโฉมงดงามยิ่งใช่ไหม? ใต้ตาของเขามีไฝชาดเม็ดหนึ่งใช่หรือไม่?”
หน้าผากของเวินเล่อเยียนเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เส้นผมแนบติดใบหน้า แต่ในดวงตากลับเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
คราวก่อนเมื่อนางถูกมองว่าเสียสติและขังไว้ในตำหนักเย็น พอได้ยินว่าเวินอวิ๋นเหมียนให้กำเนิดองค์ชายรอง นางก็ทั้งเคียดแค้นและชิงชัง อยากสังหารโอรสของอีกฝ่าย ทำลายความมั่งคั่งของนาง จึงลอบติดสินบนคนจนได้ภาพวาดขององค์ชายรองมา
