ยิ่งไปกว่านั้น ในชาติก่อน ผู้ที่ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรเป็นคนแรกอย่างชัดเจนคือเสียนเฟย
เหตุใดบัดนี้จึงกลายเป็นเว่ยกุ้ยเหรินไปได้?
เมื่อเห็นเว่ยกุ้ยเหรินมีสีหน้าเปี่ยมสุข เวินอวิ๋นเหมียนก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ชั่วขณะที่นางเงยหน้าขึ้น สายตาก็ประสานเข้ากับสนมซูพอดี หัวใจพลันกระตุกวูบ ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบเจือรอยยิ้มว่า “เหล่าพี่น้องต่างยินดีกับเว่ยกุ้ยเหริน เหตุใดมีเพียงว่านกุ้ยเหรินที่ทำหน้าไม่พอใจเล่า? คิดว่าเว่ยกุ้ยเหรินแย่งความโดดเด่นของเจ้าไปหรือ?”
สีหน้าเว่ยกุ้ยเหรินแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ดูท่าจะถูกคำพูดของสนมซูชักนำความคิดให้ไขว้เขว นางจึงเหลือบมองเวินอวิ๋นเหมียนอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต
แววตานั้นเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน
อวี้กุ้ยเหรินเม้มริมฝีปากยิ้ม “หากพูดถึงการได้รับความโปรดปราน ผู้ที่มีจำนวนครั้งมากที่สุดก็คงไม่พ้นว่านกุ้ยเหริน เหตุใดว่านกุ้ยเหรินจึงไม่ตั้งครรภ์ แต่เว่ยกุ้ยเหรินกลับตั้งครรภ์ได้เล่า?”
สนมซูไม่ปรารถนาจะได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ ในใจนางคิดว่าฮ่องเต้โปรดปรานสตรีเหล่านั้นในวังก็เพราะจำต้องทำเพื่อภาพรวม ทุกคนที่เข้าเฝ้าถวายงานล้วนถูกขันทีหามออกไปหลังจากนั้นเพียงครั้งเดียว มีเพียงเวินอวิ๋นเหมียนเท่านั้นที่แตกต่าง
ความลุ่มหลงที่ฮ่องเต้มีต่อนางทำให้สนมซูหวาดหวั่นจนใจสั่น
ทว่านางเพียงหม่นหมองอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยกมุมปากแดงฉ่ำขึ้นอย่างเย็นชา
วันเช่นนี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน เวินอวิ๋นเหมียนจะต้องถึงคราวสิ้นชีวิตในเร็ววัน
ฮองเฮาตรัสเสียงขรึม ตัดบทคำเยาะเย้ยของอวี้กุ้ยเหรินกับคนอื่น ๆ “พอได้แล้ว การจะตั้งครรภ์ได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาด้วย ว่านกุ้ยเหรินเพิ่งเข้าวังมาได้ไม่นาน เหตุใดอวี้กุ้ยเหรินจึงต้องพูดจาเหน็บแนมถึงเพียงนี้”
เมื่อถูกฮองเฮาตำหนิ อวี้กุ้ยเหรินก็เงียบเสียงลง
