ขณะนั้นเอง แม่นมก็วิ่งเข้ามา “เหนียงเหนียง องค์หญิงใหญ่ตัวร้อนผ่าว ไม่ทราบว่าทรงประชวรเพราะถูกลมหรือไม่ ขอเหนียงเหนียงเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยเพคะ”
สีหน้าเวินอวิ๋นเหมียนพลันเปลี่ยนไป นางรีบมุ่งหน้าไปยังตำหนักข้างทันที
แก้มน้อย ๆ ของจ้านหัวแดงก่ำด้วยพิษไข้ เวินอวิ๋นเหมียนรีบอุ้มเด็กขึ้นมา ประตูหน้าต่างล้วนปิดสนิท คนที่คอยดูแลเด็กทั้งสองก็เป็นคนสนิทของนาง เวินอวิ๋นเหมียนจึงวางใจยิ่ง
ก่อนหน้านี้หนีอวี้เหิงเคยบอกนางว่า ฤดูหนาวจ้านหัวมักเจ็บป่วยง่าย นางจึงดูแลอย่างทะนุถนอมมาตลอด
อวิ๋นหย่างรีบกล่าว “เมื่อวานตอนใต้เท้าหนีมาตรวจชีพจรเหนียงเหนียง ก็ได้ตรวจพระวรกายองค์หญิงกับองค์ชายด้วย บอกว่าภายในพระวรกายองค์หญิงมีความร้อนสะสม ระบบย่อยอาหารไม่ดี จึงมีไข้ได้ง่าย เลยให้คนส่งสมุนไพรมาล่วงหน้าแล้ว บ่าวจะให้คนนำไปต้มเดี๋ยวนี้เพคะ”
เวินอวิ๋นเหมียนพยักหน้า อุ้มเด็กแล้วปลอบโยนอยู่ครู่หนึ่ง วันนี้หนีอวี้เหิงไม่ได้อยู่ในวัง ทั้งยังเป็นวันหยุดที่เขาพักอยู่บ้าน โดยปกติหากเป็นเวลาเช่นนี้ จะต้องไปขอพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้หรือฮองเฮาก่อน จึงจะเรียกหนีอวี้เหิงเข้าวังได้ เวินอวิ๋นเหมียนจึงยังไม่ทำให้เรื่องเอิกเกริก
เมื่อนำน้ำแกงยามาให้จ้านหัวดื่ม จนถึงยามค่ำ ความร้อนสะสมก็ยังไม่ลดลง
เวินอวิ๋นเหมียนเฝ้าจ้านหัวมาทั้งวัน คิดว่ายาเหล่านี้คงไม่ได้ผล นางจึงสั่งทันที “อวิ๋นเฟย ไปกรมหมอหลวง เชิญหมอหลวงมา”
“เพคะ”
……
ในตำหนักของหรงเฟยไม่ได้จุดเทียนไว้มากนัก นางยืนอยู่ท่ามกลางแสงสลัว มองราตรีมืดมิดด้านนอก
“เหนียงเหนียง” ไห่ถังเป็นห่วงสภาพจิตใจของหรงเฟย อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เหนียงเหนียงถูกกักบริเวณ
