เวินอวิ๋นเหมียนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ เหตุใดจึงลนลานเช่นนี้?”
กงกงหมิงกลืนน้ำลาย “นายหญิงน้อย เมื่อครู่ตำหนักไท่เหอส่งข่าวมาว่า ฮ่องเต้ทรงรู้สึกไม่สบายพระวรกายระหว่างประชุมราชสำนัก บัดนี้ทรงหมดพระสติไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เวินอวิ๋นเหมียนสีหน้าเปลี่ยนไป ชาติก่อนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ เหตุใดฮ่องเต้จึงทรงหมดพระสติไปกะทันหัน?
“บัดนี้ฮ่องเต้อยู่ที่ใด?”
“ฮ่องเต้ถูกส่งไปยังตำหนักเฉาหยางแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้เหล่าหมอหลวงกำลังปรึกษาหารือกันอยู่ในตำหนักเฉาหยาง ฮองเฮากับสนมซูก็อยู่ที่นั่นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เวินอวิ๋นเหมียนไม่รอช้า รีบพาอวิ๋นเฟยกับอวิ๋นหย่างมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉาหยาง
เมื่อมาถึงตำหนักเฉาหยาง เหล่าเฟยผินจำนวนมากก็มารออยู่ด้านข้างแล้ว
ฮองเฮามีสีหน้ากังวล เดิมทีควรประทับอยู่ตำแหน่งหัวแถว ทว่ากลับถูกสนมซูช่วงชิงไปก่อน
ฮองเฮามีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่ได้เอาความ
ดวงตางามของสนมซูฉายแววเศร้า นางกำผ้าเช็ดหน้าแน่น พลางมองหมอหลวงอย่างเป็นกังวล “หมอหลวงจาง อาการของฮ่องเต้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หมอหลวงรีบเดินเข้ามา เดิมทีตั้งใจจะกราบทูลฮองเฮา แต่สนมซูกลับเอ่ยขึ้นตรง ๆ ว่า “กราบทูลเปิ่นกงโดยตรงก็พอ”
“กราบทูลกุ้ยเฟยเหนียงเหนียง ฮ่องเต้ทรงมีพระโลหิตและลมปราณติดขัด อีกทั้งทรงกริ้วระหว่างประชุมราชสำนัก จึงหมดพระสติไปพ่ะย่ะค่ะ จากชีพจรในยามนี้ยังไม่พบว่ามีอันตรายร้ายแรง หากทรงฟื้นขึ้นมาได้ภายในสองสามวันนี้ พระวรกายของฮ่องเต้ก็จะไม่เป็นอันใด แต่หากว่า...”
ยังไม่ทันพูดจบ หมอหลวงก็รีบเสริมว่า “สองสามวันนี้กระหม่อมกับเหล่าหมอหลวงจะเฝ้าดูแลฮ่องเต้อยู่ข้างพระวรกาย เพื่อให้แน่ใจว่าพระวรกายของฮ่องเต้จะปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
