บรรยากาศในตำหนักใหญ่พลันหยุดชะงัก เวินอวิ๋นเหมียนมองหรงเฟยด้วยความประหลาดใจ ครานี้นางเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า คนที่เคยช่วยนางในอดีต แท้จริงก็คือหมาป่าร้ายตัวหนึ่ง
จวินเฉินอวี้กระชับแขนที่โอบหนิงซวงเสวี่ยแน่นขึ้นฉับพลัน จนใบหน้าของนางซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด “ท่านพี่...”
หางตาจวินเฉินอวี้แดงก่ำ เขามองเวินอวิ๋นเหมียนด้วยแววตาอดกลั้นและยึดติด “สุนัขของกุ้ยเฟยตัวนี้ ซื่อจื่อสกุลเซี่ยเป็นคนส่งมาให้หรือ?”
เวินอวิ๋นเหมียนรู้สึกได้ถึงลางไม่ดีแล้ว แต่ยังดีที่ก่อนหน้านี้พี่ชายลูกพี่ลูกน้องของนางกับคนอื่น ๆ เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้
เวินอวิ๋นเหมียนมิได้ตอบคำถามของจวินเฉินอวี้ กลับมองหรงเฟยอย่างสงสัย “หรงเฟย ครานั้นยามข้าได้รับแต่งตั้งเป็นสนม ขุนนางพร้อมด้วยฮูหยินทั้งหลายต่างส่งของขวัญมาแสดงความยินดี ซึ่งล้วนมีการลงทะเบียนไว้ทั้งสิ้น ข้าไม่ทราบว่าหรงเฟยได้ยินข่าวลือเหลวไหลมาจากที่ใด จึงกล่าวว่าสุนัขตัวนี้เป็นของที่ซื่อจื่อสกุลเซี่ยส่งมาให้?”
รอยยิ้มถ่อมตนวาบผ่านใบหน้าหรงเฟย “กุ้ยเฟยโปรดระงับโทสะ เป็นหม่อมฉันพูดผิดไป เมื่อกุ้ยเฟยกล่าวว่าไม่ใช่ ก็ย่อมไม่ใช่เพคะ”
ทั้งสองมิได้เรียกขานกันว่าพี่หญิงน้องหญิงอีกต่อไป เหลือเพียงความห่างเหินและการเผชิญหน้ากันอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
เวินอวิ๋นเหมียนคุกเข่าลงแล้วหันไปทางจวินเฉินอวี้ “ฮ่องเต้ ครานั้นสุนัขตัวนี้เป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของหม่อมฉันพบในดินแดนหิมะแถบซีอวี้ เนื่องจากเขาประจำการอยู่ที่ปาโจว ครั้นทราบว่ามีสุนัขชนิดนี้และเห็นว่าน่ารัก จึงให้คนจับมา แล้วส่งข้ามทางไกลนับพันลี้ถึงเมืองหลวงเพคะ”
“ระหว่างทางต้องผ่านด่านหลายแห่ง ที่ว่าการท้องถิ่นแต่ละแห่งล้วนบันทึกไว้ เพราะเป็นของที่ส่งเข้าวัง ย่อมต้องจดรายละเอียดให้ชัดเจน หากฮ่องเต้ไม่ทรงเชื่อ ก็โปรดให้คนไปตรวจสอบได้เพคะ”
