เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนถอนหายใจ มิได้กล่าวอันใดต่อ
ผ่านมาหลายปีแล้ว เขาก็ยังไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิดแม้แต่น้อย
……
เวินอวิ๋นเหมียนออกจากวังฉือหนิง เดิมทีคิดจะออกไปสูดอากาศ ทว่าไม่คาดว่าจะมีผ้าแพรสีแดงผืนหนึ่งคลุมดวงตา ทั้งยังปิดปากนางไว้ด้วย
นางยังไม่ทันหายตื่นตระหนก ก็เห็นใบหน้าเย้ายวนราวปีศาจบุปผาท้อของเยว่เฮ่อกุย
“สมกับเป็นกุ้ยเฟย งดงามสะกดใจ ปั่นป่วนดวงใจข้าเสียจริง” เยว่เฮ่อกุยเอาผ้าแพรสีแดงที่ใช้ปิดตานางมาพันเล่นรอบนิ้วยาวเรียวอย่างหน้าด้าน
เวินอวิ๋นเหมียนปรับลมหายใจให้สงบ “องค์รัชทายาทแคว้นเยว่ ประพฤติตนเป็นบุรุษเจ้าชู้เช่นนี้ ไม่กลัวจะทำลายชื่อเสียงแคว้นเหนือหรือ?”
“ชื่อเสียงแคว้นเหนือเสียหาย ก็ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย” เยว่เฮ่อกุยมองนาง
เวินอวิ๋นเหมียนไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับเขา จึงถามตรงๆ “หากไม่มีธุระ เปิ่นกงจะกลับแล้ว มิฉะนั้นหากกองทหารราชวังตรวจตรามาถึงที่นี่ องค์รัชทายาทแคว้นเยว่คงต้องไปนั่งชมทิวทัศน์ในคุกใต้ดินเสียแล้ว”
เยว่เฮ่อกุยยกมุมปากขึ้น ก่อนนั่งลงอย่างเกียจคร้าน “ปากคอเราะร้าย ข้าชอบ”
เห็นเวินอวิ๋นเหมียนทำท่าจะไปจริงๆ เยว่เฮ่อกุยก็รีบทำสีหน้าจริงจัง “ช้าก่อน ช้าก่อน ข้ามีเรื่องจะถามจริงๆ กุ้ยเฟยโปรดรั้งฝีเท้าก่อน”
“เรื่องใด?”
“บุรุษที่บุกเข้าไปในกระโจมของกุ้ยเฟยวันนั้นเป็นใคร?”
เวินอวิ๋นเหมียนหรี่ตาลงเล็กน้อย พลันนึกถึงแผนการและความลับของเยว่เฮ่อกุยที่นางบังเอิญได้ยินในคราก่อน ตามเหตุผลแล้วองค์ชายใหญ่ผู้นั้นร่วมมือกับฉินเจาไปแล้ว เหตุใดเยว่เฮ่อกุยกลับจำฉินเจาไม่ได้?
นางพลันนึกขึ้นได้ว่าเวลาฉินเจาออกรบ เขาสวมหน้ากากอยู่ แคว้นรอบข้างจึงไม่มีผู้ใดรู้ว่าติ้งชินอ๋องผู้มีชัยทุกศึกนั้นมีหน้าตาเช่นไร
แต่เพื่อความปลอดภัยของฉินเจา เวินอวิ๋นเหมียนตัดสินใจไม่เปิดเผยเรื่องนี้
“ย่อมเป็นผู้กล้าผดุงคุณธรรม องค์รัชทายาทแคว้นเยว่ถามเรื่องนี้ไปไย?”
เยว่เฮ่อกุยเห็นนางไม่ยอมบอกก็ไม่เซ้าซี้ “ข้าไม่มีเจตนาร้าย เพียงอยากตามหาคนผู้หนึ่ง”
